Platform Matching

กรุณารอสักครู่

Matching Platform ขายฝากอสังหาฯกับนักลงทุน

smartfinn


Matching Platform

ขายฝากอสังหาฯกับนักลงทุน

รับมรดกที่ดินมาควรทำอย่างไร?

        เมื่อเจ้าของที่ดินเกิดถึงแก่กรรม ทำให้ได้รับมรดกที่ดินมา ต้องเริ่มที่ตรงไหนอย่างไร เพื่อให้การรับมรดกเรียบร้อยสมบูรณ์?   ผู้รับมอบสามารถเป็นใครได้บ้าง ทายาทตามลำดับ 6 ลำดับ บุตร หลาน เหลน ลื้อ บิดา มารดา พี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดา หรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา นอกจากนี้คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิรับมรดกร่วมกับทายาททั้ง 6 ลำดับ   ต้องทำอย่างไร ทายาทที่ได้รับมรดกที่ดินจะต้องไปขอจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินนั้นที่สำนักงานที่ดิน พร้อมเอกสาร และค่าใช้จ่าย ดังนี้ ค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน แบ่งได้ดังนี้ ค่าคำขอ ค่าประกาศมรดก ค่าจดทะเบียนผู้จัดการมรดก ค่าจดทะเบียนโอนมรดก ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน กรณีเป็นบุพการี หรือคู่สมรส ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน เอกสารในการขอรับมรดกที่ดิน โฉนดที่ดิน บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน มรณะบัตร หรือหลักฐานแสดงการเสียชีวิต พินัยกรรม (ถ้ามี)           กรณีอื่นๆเพิ่มเติมที่ต้องมีเอกสารหลักฐานแนบ ดังนี้ คู่สมรสตามกฎหมาย, หนังสือรับรองบุตรสำหรับบิดา, หนังสือรับบุตรบุญธรรม, หนังสือพิพากษาที่สิ้นสุด กรณีพิพาทในโฉนดที่ดิน, หากผู้ร่วมรับมรดกเสียชีวิต ต้องนำหลักฐานการเสียชีวิตของผู้ร่วมรับมรดกมาแสดง           นอกจากนี้การทำพินัยกรรม เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจากไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงให้เจ้าหน้าที่เขต หรืออำเภอ ดำเนินการให้พร้อมชำระค่าธรรมเนียม ก็ทำให้ช่วยลดปัญหาการรับมรดกหลังจากถึงแก่กรรม     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

อสังหาริมทรัพย์ น่าลงทุนอย่างไร

อสังหาริมทรัพย์ น่าลงทุนอย่างไร         อสังหาริมทรัพย์มักเป็นตัวเลือกที่ดี ที่คนมีเงินเหลือส่วนใหญ่เลือกกระจายการลงทุนในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์กัน ด้วยการซื้อที่ดิน บ้าน หรือคอนโด เพราะอสังหาริมทรัพย์สามารถสร้างผลกำไรได้อีกทางหนึ่ง วันนี้สมาร์ทฟินน์รวบรวมข้อดีเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ว่ามีความน่าลงทุนอย่างไร มาฝากกันค่ะ   อสังหาริมทรัพย์ สามารถลงทุนได้หลายรูปแบบ ดังนี้   การเก็งกำไร เป็นช่องทางการลงทุนในรูปแบบระยะสั้นและระยะยาว สามารถซื้อเก็บเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและแบ่งขายทำกำไรบางส่วนได้ ในอนาคต ข้อพิจารณาสำหรับผู้ที่ลงทุนในรูปแบบนี้ คือ เก็งกำไรระยะสั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงเพราะในปัจจุบันการแข่งขันของตลาดอสังหาฯ มีให้เลือกมากกว่าเเต่ก่อน มีจำนวนห้องในโครงการที่ over supply หรือกลุ่มเป้าหมายอาจมีทำเลในใจอยู่แล้ว ฉะนั้นควรศึกษาข้อมูลของแต่ละโครงการให้ดีก่อนว่าเหมาะสมกับการลงทุนระยะไหน ไม่เช่นนั้นอาจต้องรอเวลานานเพื่อทำกำไร   การปล่อยเช่า เป็นอีกช่องทางในการลงทุน คือ ซื้อมา แล้วปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ กรณีอาคารพาณิชย์ นอกจากให้เช่าเป็นพื้นที่อยู่อาศัยแล้ว ยังสามารถให้เช่าพื้นที่เพื่อทำกิจการค้าขายได้อีกด้วย เช่น เปิดให้เช่าเป็นร้านสะดวกซื้อ, ร้านอาหาร, ร้านทำผม, ร้านคอม ฯลฯ ข้อพิจารณาในการตัดสินใจปล่อยเช่า คือ ต้องคอยซ่อมแซมห้องเช่า / อาคาร ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ดีตลอด หรือปัญหาจุกจิกต่างๆ เช่น หลังคารั่ว ท่อตัน ไฟฟ้าช๊อต และต้องทาสีเพื่อให้ดูใหม่ตลอดเวลา ฯลฯ และหากต้องการนำรายรับที่ได้จากผู้เช่ามาผ่อนต่อกับทางธนาคาร ก็ต้องเซ็นสัญญาเช่าระยะยาว จึงจะคุ้มกับการลงทุน   การขายต่อโอนกรรมสิทธิ์ ส่วนใหญ่กรรมสิทธิ์ จะมีระยะเวลายาวนานถึง 20-30 ปี และอาจต่อสัญญาได้ตามเงื่อนไข และที่ดินจะไม่สามารถตั้งราคาเพื่อการขายขาดได้ เช่น ที่ของภาครัฐ การทางรถไฟ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้น เมื่อหมดสัญญา กรรมสิทธิ์ก็จบลง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงคือไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ ในส่วนของที่ดินและอาคาร หากเกิดการชำรุดเสียหายจาก ภัยพิบัติ หรือถูกเวนคืนในช่วงที่ยังติดสัญญาอยู่   หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ มีฐานะเป็น เจ้าหนี้ โดยให้บริษัทที่ออกหุ้นกู้กู้เงิน (ลูกหนี้) เพื่อนำเงินทุนที่กู้มานั้น ไปใช้จ่ายในกิจการต่างๆ ของบริษัท โดยฝ่ายที่ออกหุ้นกู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ตลอดสัญญา และต้องชำระเงินต้นคืน เมื่อครบกำหนดอายุของหุ้นกู้           ข้อดีของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบบ้าน ที่ดิน และคอนโด คือ สามารถสร้างเงินหมุนเวียนได้จากการปล่อยให้เช่าได้ในระยะยาวหรืออาจขายต่อเพื่อสร้างผลกำไรก้อนใหญ่ได้ในอนาคต ซึ่งหากทำเลที่ตั้งและสิ่งแวดล้อม มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้อย่างเพิ่มพูนในอนาคตให้แก่นักลงทุนอีกด้วย         ถึงการลงทุนในรูปแบบนี้อาจดูเหมือนไม่ค่อยมีความเสี่ยงมากนัก แต่ทุกการลงทุนมักมีอุปสรรคและความเสี่ยงเสมอ ฉะนั้นควรศึกษารายละเอียดก่อนลงทุนว่าเหมาะสมกับการลงทุนในรูปแบบใด   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-026-0725, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ตลาดอสังหาฯ สร้างปรากฏการณ์สวนกระแสเศรษฐกิจ ไตรมาส 2

ตลาดอสังหาฯ สร้างปรากฏการณ์สวนกระแสเศรษฐกิจ ไตรมาส 2   ด้วยผลกระทบจากวิกฤต โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปทั่วโลก และเมื่อเปิดผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมา กลับพบว่าผลการดำเนินงานของบริษัท อสังหาริมทรัพย์ที่มีส่วนครองการตลาด 70% พบว่า   รายได้ในไตรมาส 2 (30 มิถุนายน 2563) มีรายได้รวม 72,822.65 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 4.39% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 และการที่สต๊อกสินค้าคงเหลือลดลง เพราะมีการเร่งระบายสต๊อก อัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างหนัก เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ แม้ว่าผลกำไรสุทธิโดยรวมทั้งตลาดลดลง และแนวโน้มตลาดอสังหาฯ จะยังชะลอตัวตามกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ราคาที่ดินกลับไม่ได้ตกลง ถนนสารสิน ย่านปทุมวันได้ทำ new high (สถิติสูงสุดใหม่) ตารางวาละ 3.9 ล้าน แซงหน้าถนนหลังสวนไปแล้ว เชื่อว่าจะมีการเตรียมผุดโครงการซุปเปอร์ลักชัวรี่ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล   อย่างไรก็ตาม การประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์กำลังอยู่ระหว่างลงพื้นที่สำรวจที่ดินทั่วประเทศ 321 ล้านไร่ เพื่อประเมินราคาที่ดินรอบใหม่ ในรอบปี 2564-2567 และจะประกาศใช้ มกราคม 2564   ซึ่งโควิด-19 ไม่ได้มีผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว กูรูหลายท่าน ให้ความเห็นว่า กรณีโควิดอาจจำลองสภาพคล้ายเหตุการณ์ท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งปีนั้นเศรษฐกิจตกต่ำมาก แต่พอปี 2555 เศรษฐกิจจะเติบโตและดีดตัวกลับ แม้ว่าราคาขายห้องชุดใจกลางเมือง จะลดลง 10 กว่า % มาตั้งแต่ปลายปี 2562 ก็ตาม ในขณะที่ราคาที่ดินในกรุงเทพกับปริมณฑลกลับเพิ่มขึ้น หลังวิกฤตแต่ละครั้งตลาดอสังหาฯ สามารถฟื้นตัวได้เร็ว   สำหรับพื้นที่ที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาแพงสุดตอนนี้ คือบริเวณย่านใจกลางเมือง เช่น สารสิน ถนนหลังสวน ชิดลม สยามสแควร์ เพลินจิต นานา ติดแนวรถไฟฟ้า มีระบบสาธาณูปโภคพร้อมอำนวยความสะดวก โดยคาดว่าที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า BTS จะมีราคาเพิ่มขึ้นถึง 3.3 ล้านบาทต่อตารางวาได้ ในปลายปีนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมพื้นที่ทำเลทองได้ที่       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ข้อควรรู้เกี่ยวกับค่าส่วนกลางและพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้าน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับค่าส่วนกลางและพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้าน           ณ ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นบ้านทาวน์โฮม คอนโด หรือบ้านจัดสรรต่างๆ จะมีพื้นที่ส่วนกลางเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกบ้าน โดยพื้นที่ส่วนกลาง คือ บริเวณที่ลูกบ้านมีสิทธิ์ใช้พื้นที่ร่วมกันได้ เช่น สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ถนนในหมู่บ้าน เป็นต้น ถึงจะเป็นพื้นที่สาธารณะก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะลุกล้ำพื้นที่บริเวณหน้าบ้านผู้อื่นได้ เช่น จอดรถขวางทางเข้า-ออกหน้าบ้าน ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปถ่ายบริเวณหน้าบ้านผู้อื่น วางกระถางต้นไม้เลยเขตบ้านตนเอง ตรงนี้เจ้าของบ้านควรมีความตรระหนักรู้รับผิดชอบเอง ซึ่งปกติในทุกปีลูกบ้านทุกหลังในโครงการต้องจ่ายค่าส่วนกลางประจำ วันนี้เราจึงอยากแนะนำให้ทุกท่านทราบว่าทางนิติบุคคลเรียกเก็บค่าส่วนกลางนี้ไปจ่ายในส่วนไหนกันบ้าง   ค่าส่วนกลางถูกนำมาใช้จ่ายในโครงการ ดังนี้   ค่าจ้างในการบริหารโครงการ เช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด คนดูแลสวน ค่าสาธารณูปโภคต่างๆในโครงการ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ต ค่าจัดซื้อในการซ่อมบำรุงและรักษาสิ่งต่างๆ ภายในโครงการ เช่น ค่าซ่อมแซมถนนในหมู่บ้าน ดูแลอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในหมู่บ้าน หรือคอนโดให้มีสภาพดี เช่น ลิฟต์ สระว่ายน้ำ เครื่องใช้ในฟิตเนส เป็นต้น ค่าใช้จ่ายการจัดกิจกรรม เช่น ทำบุญร่วมกันในหมู่บ้าน ตั้งโต๊ะรับของบริจาคในโอกาสต่างๆ     ปัจจัยที่ถูกนำมาคำนวณเป็นค่าส่วนกลาง ได้แก่   จำนวนบ้าน/ยูนิต ยิ่งมีจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายยิ่งถูกลง เพราะในค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่ารปภ.ไม่ว่าจะมีกี่หลัง ก็ต้องจ่ายเช่นกัน มากน้อยอาจมีส่วนต่างเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าบ้านน้อยหลัง จำนวนหารก็จะมีน้อยทำให้มีอัตราสูง ขนาดพื้นที่ ราคาส่วนกลางโดยมาตรฐานจะคำนวณจากขนาดพื้นที่บ้านเป็นตารางวา และตารางเมตรสำหรับคอนโด สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ยิ่งมีให้บริการมากเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาก็จะมากขึ้น ค่าใช้จ่ายของทีมบริหารจัดการภายในโครงการ หรือนิติบุคคล มีค่าใช้จ่ายตามคุณภาพของบริษัท มีหลากหลายราคา             กรณีที่เจ้าของบ้าน ไม่ชำระค่าส่วนกลางให้กับผู้บริหารโครงการ จะถูกเรียกเก็บค่าปรับตามอัตราที่กำหนดไว้แตกต่างกันไปกรณีของหมู่บ้านจัดสรร และคอนโด ซึ่งท้ายที่สุดหากไม่ชำระค่าส่วนกลางรวมถึงค่าปรับย้อนหลัง นิติบุคคลจะจะระงับการทำนิติกรรม ส่งผลให้ไม่สามารถทำธุรกรรมซื้อ - ขาย โอนกรรมสิทธิ์ใดๆได้     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

ข้อควรรู้ อสังหาฯกับเสาไฟฟ้าแรงสูง

ข้อควรรู้ อสังหาฯกับเสาไฟฟ้าแรงสูง   ทราบกันหรือไม่ว่าที่ดินที่อยู่ใต้เสาไฟฟ้าแรงสูงนั้น หากมีการไปสร้างอสังหาริมทรัพย์ บ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมถึงปลูกต้นไม้จะต้องถูกดำเนินการจากทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต บางคนมีที่ดินที่มีเสาไฟฟ้าแรงสูงอยู่ มักจะนำมาขายในราคาที่ถูกลง แต่บางคนคงไม่รู้ว่าห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างในบริเวณที่ติดเสาไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งมีข้อกำหนดอยู่มาก วันนี้จึงนำข้อห้ามต่างๆ มาเล่าให้ทราบกัน   ห้ามผู้ใดทำการอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ระบบไฟฟ้า เช่น ห้ามนำอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกล รถเครน รถตัก รถขุด รถยก เข้าใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูงน้อยกว่า 4 เมตรและห้ามเผาอ้อย นาข้าว ป่า หรือวัสดุอื่นในเขตเดินสายไฟฟ้า   ห้ามปลูกสร้างหรือสร้างอาคาร บ้านพัก โรงเรียน ในเขตเดินสายไฟฟ้า มีระยะห้าม ดังนี้ ขนาด (กิโลโวลต์) ระยะห้ามจากแนวศูนย์กลางของเสาส่งไฟฟ้า ด้านละ 69 กิโลโวลต์ 9 เมตร 115 กิโลโวลต์ 12 เมตร 132 กิโลโวลต์ 12 เมตร 230 กิโลโวลต์ 20 เมตร 300 กิโลโวลต์ 20 เมตร 500 กิโลโวลต์ 40 เมตร   ห้ามมีการปลูกต้นไม้ ไม้ยืนต้น หรือพืชผล ในเขตเดินสายไฟฟ้า - บริเวณพื้นที่ตั้งเสา และพื้นที่โดยรอบโคนเสาภายในระยะห่างจากแนวขาเสา 4 เมตร ห้ามปลูกต้นไม้หรือพืชผลทุกชนิด - ห้ามปลูกต้นไม้ยืนต้นหรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้าในระยะกว้าง 6 เมตร (ด้านละ 3 เมตร นับจากศูนย์กลางของเสาไฟฟ้า) - ห้ามปลูกไม้ยืนต้นหรือพืชผลในเขตเดินสายไฟฟ้า ยกเว้นแต่ต้นไม้เศรษฐกิจ ไม้ล้มลุกและธัญชาติ (พืชจำพวกข้าว) เท่านั้นที่อนุญาตให้ปลูกได้   การกระทำใด ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของพื้นดิน บริเวณพื้นที่เขตเสาไฟฟ้า เช่น การปรับสภาพพื้นดินให้สูงขึ้น การขุดดิน การขุดบ่อ การก่อสร้างถนน จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก่อน   สิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคาร บ้านพักอาศัย โรงเรือน หรือต้นไม้ยืนต้น ที่ปลูกในเขตเดินสายไฟฟ้า หากไม่ปฏิบัติตาม เงื่อนไขหรือไม่ได้รับอนุญาต การไฟฟ้าฝ่ายผลิตสามารถมีอำนาจในการรื้อถอน ทำลายหรือตัดฟัน โดยไม่จ่ายค่าทดแทนใดๆ   ถึงจะมีข้อห้ามออกมามากมาย แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ที่ปลูกสร้างบ้านพัก ตึก หรืออาคารใกล้บริเวณเสาไฟฟ้าแรงสูงกันอยู่ และการตั้งสิ่งปลูกสร้างใกล้กับเสาไฟฟ้าแรงสูงนั้น จะส่งผลให้เกิดอันตรายอะไรกับตัวเราหรือไม่ เรามีคำตอบให้คุณค่ะ   จากข้อสงสัยที่มีคนอยากรู้ว่า หากเสาไฟฟ้าแรงสูงตั้งอยู่บริเวณใกล้สิ่งปลูกสร้าง อาคารหรือบ้านพัก จะส่งผลกระทบอะไรไหมกับผู้คนโดยรอบนั้น ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีคำตอบมาให้คุณ คือ ไม่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของผู้พักอาศัย เพราะเสาไฟฟ้าแรงสูงจะอยู่ที่ความสูงมากกว่า 15 เมตร ขึ้นไปหรือเทียบเท่ากับตึก 10 ชั้นเลย ซึ่งความห่างขนาดนี้จะแพร่สนามแม่เหล็กออกมาเพียงแค่ 0.01 – 0.05 ไมโครเทสล่า เท่านั้น เมื่อเทียบกับอุปกรณ์เครื่องใช้ใกล้ตัว ยกตัวอย่าง เช่น ไดร์เป่าผม ที่จะแพร่สนามแม่เหล็กออกมาถึง 1000 ไมโครเทสล่า และการดูทีวีภายในบ้านมีสนามแม่เหล็กแพร่ออกมาถึง 0.05 ไมโครเทสล่า ซึ่งเทียบแล้วสิ่งที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันมีความอันตรายมากกว่าอีกค่ะ และสนามแม่เหล็กนี้ก็จะไม่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวแน่นอนค่ะ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ อาศัยอยู่ใกล้เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง มีผลกระทบจากสนามแม่เหล็กหรือไม่ ?   ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลที่เรานำมาเผยแพร่ให้กับทุกคนได้ทราบถึงข้อห้ามต่างๆที่เกี่ยวกับอสังหาฯที่อยู่ใกล้บริเวณเสาไฟฟ้าแรงสูง ถึงจะไม่มีอันตรายหรือผลกระทบต่อสุขภาพแต่ก็ควรจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของการไฟฟ้า หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกรื้อถอนออกจากการไฟฟ้าทันทีค่ะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

พื้นที่แต่ละประเภทก่อสร้างอะไรได้บ้าง

พื้นที่แต่ละประเภทก่อสร้างอะไรได้บ้าง   หลายๆ ท่านอาจจะทราบอยู่แล้วว่า พื้นที่ที่เราคุ้นเคย หรืออาศัยอยู่นั้น อยู่ในโซนสีอะไร ซึ่งแต่ละพื้นที่จะบอกว่าบริเวณไหนสามารถปลูกสร้างอะไรได้บ้าง โดยการแบ่งประเภทออกเป็นโซนสีต่างๆ เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ของการใช้งานและการพัฒนาพื้นที่แต่ละแห่งในอนาคต ซึ่งจะส่งผลถึงการคมนาคม สภาพการจราจร และราคา วันนี้สมาร์ทฟินน์จึงขอแนะนำประเภทของที่ดินแบบเข้าใจง่ายมาฝากกันค่ะ   ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย แบ่งออกเป็น 3 โซน คือ ที่ดินที่มีผู้อาศัยหนาแน่นน้อย (โซนสีเหลือง) มีรหัสกำกับที่ดิน คือ ย.1-ย.4 สามารถสร้างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดขนาดเล็กและขนาดกลางได้ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ชานเมือง แต่จะมีบริการของระบบขนส่งมวลชน เช่น เขตสายไหม เขตสะพานสูง เขตบึงกุ่ม เป็นต้น   ที่ดินที่มีผู้อาศัยหนาแน่นปานกลาง (โซนสีส้ม) มีรหัสกำกับที่ดิน คือ ย.5-ย.7 สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ทุกรูปแบบ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด อพาร์ทเม้นท์ โรงแรม อาคารสำนักงานให้เช่า เป็นต้น และสะดวกกับระบบขนส่งมวลชน เช่น เขตจอมทอง เขตพระโขนง เขตจตุจักร เป็นต้น   ที่ดินที่มีผู้อาศัยหนาแน่นมาก (โซนสีน้ำตาล) มีรหัสกำกับที่ดิน คือ ย.8 –ย.10 ซึ่งอยู่บริเวณของเมืองชั้นใน เป็นรอยต่อกับย่านพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมือง อีกทั้งยังอยู่ในเขตให้บริการของขนส่งมวลชน เป็นที่ดินซึ่งมีมูลค่าสูง ด้วยทำเลที่ตั้ง จึงมักเห็นการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการอยู่อาศัยในแนวตั้ง อย่างอาคารชุดต่างๆ ย่านใจกลางเมือง เป็นต้น เช่น เขตบางซื่อ เขตสาทร เขตวัฒนา เป็นต้น   ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม (โซนสีแดง) มีรหัสกำกับที่ดิน คือ พ.1-พ.5 ในส่วนของที่ดิน พ.4 ให้ความสำคัญเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้และมีข้อจำกัดน้อยกว่าที่ดินสีอื่น เป็นย่านธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ที่คนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้บริการได้สะดวก เช่น เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลรามอินทรา เอเชียทีค เป็นต้น   ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม (โซนสีม่วง) มีรหัสกำกับ คือ อ.1-อ.2 เป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตและการส่งออกสินค้า เช่น เขตบางขุนเทียน เป็นต้น ที่ดินประเภทคลังสินค้า (โซนสีเม็ดมะปราง) มีรหัสกำกับ คือ อ.3 เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในรูปแบบของคลังสินค้า ที่ดินประเภทนี้สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ บ้านเดี่ยว หอพัก คอนโดขนาดเล็ก แต่ไม่สามารถสร้างอาคารสูง อาคารชุด ขนาดใหญ่ได้ เช่น เขตลาดกระบัง เป็นต้น   ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ที่ดินที่เกิดจากการอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม กรอบสีขาวและเส้นทแยงสีเขียว มีรหัสกำกับที่ดิน คือ ก.1-ก.3 หรือแสดงเป็นพื้นที่สีเขียว มีรหัสกำกับที่ดิน คือ ก.4 และ ก.5 เป็นพื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรม เน้นรักษาสภาพแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ สามารถสร้างบ้านแฝด ตึกแถว หรือห้องแถวได้ แต่ไม่เกินร้อยละ5% เช่น เขตคลองสามวา เขตมีนบุรี เป็นต้น นอกจากนี้อีกจุดประสงค์ของที่ดินประเภทนี้ คือ การเป็นกันชนระหว่างกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด อีกทั้งยังมีหน้าที่รองรับน้ำให้กับกรุงเทพมหานครอีกด้วย   ที่ดินประเภทอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม (โซนสีน้ำตาลอ่อน) มีรหัสกำกับที่ดิน คือ ศ.1 และ ศ.2 เป็นแหล่งอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมต่างๆของไทย รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับประเทศ เช่น เขตดุสิต เขตพระนคร เป็นต้น   ที่ดินประเภทของหน่วยงานภาครัฐและราชการ (โซนสีน้ำเงิน) เกี่ยวกับสาธารณูปโภคเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ทั้งโรงเรียน วัด โรงพยาบาล หรือสถานที่ราชการต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในทุกเขต แต่เขตที่มีเยอะสุด คือ เขตปทุมวัน เขตคลองเตย เขตราชเทวี เป็นต้น   จากบทความที่กล่าวมานั้น ได้อธิบายลักษณะของพื้นที่ในแต่ละประเภทไว้คล่าวๆ หากคุณต้องการซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต หรือมีธุรกิจที่วางแผนว่าจะทำ สามารถตรวจสอบพื้นที่เหมาะสมก่อนได้ที่ http://map.longdo.com         SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

หากได้รับ ภ.ด.ส.4 บัญชีรายการห้องชุด ต้องทำอะไรต่อ

หากได้รับ ภ.ด.ส.4 บัญชีรายการห้องชุด ต้องทำอะไรต่อ   เจ้าของห้องชุดคงมีบางท่าน ได้รับเอกสารแจ้งข้อมูลรายการห้องชุด (ภ.ด.ส.4) จากสำนักเขตที่ดินที่คอนโดมีเนียมนั้นตั้งอยู่กันบ้างแล้ว โดยมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2562 เพื่อสำรวจและยืนยันความเป็นเจ้าของ รวมถึงการใช้ประโยชน์ เพื่อนำไปประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะจัดเก็บต่อไป   หากไม่ส่งเอกสาร จะถือว่ามีความผิด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ซึ่งแพงกว่าภาษีที่ต้องชำระ) และต้องชำระภายใน 31 สิงหาคม 2563 นี้     โดยอัตราการจัดเก็บภาษีฯ มีดังนี้   ราคา 0 - 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.02 % ต่อปี หรือล้านละ 200 บาท ราคา 50 – 75 ล้านบาท เสียภาษี 0.03 % ต่อปี หรือล้านละ 300 บาท ราคา 75 -100 ล้านบาท เสียภาษี 0.05 % ต่อปี หรือล้านละ 500 บาท ราคา 100 ล้านบาท ขึ้นไป เสียภาษี 0.1 % ต่อปี หรือล้านละ 1,000 บาท   หลักการสำหรับที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดมีเนียม อพาร์ทเม้นท์ ทาวน์เฮาส์ ที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย หรือให้เช่า จะเสียภาษีในอัตราที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อการอยู่อาศัย ล้านละ 200 บาท จะไม่เสียภาษีในอัตราเชิงพาณิชย์ หรือล้านละ 3,000 บาท   แต่ในกรณีเป็นอาคารพาณิชย์ มีการอยู่อาศัยชั้นบนและชั้นล่างเปิดทำการค้านั้น จะแบ่งพื้นที่ในการชำระเป็น 2 แบบคือ ชั้นล่าง ชำระ 3,000 บาท ส่วนชั้นบน ชำระ 200 บาท ดังนั้น กรณี โฮมสเตย์ โฮสเทล Airbnb ต่างๆ ถือเป็นธุรกิจ ต้องเสียภาษีเชิงพาณิชย์ (ล้านละ 3,000 บาท)   หากท่านใดได้รับเอกสารแจ้งข้อมูลรายการห้องชุด ภ.ด.ส.4 จากสำนักงานเขต หากในเอกสารระบุลักษณะการใช้ประโยชน์เป็น “อื่น ๆ“ (เสียภาษีล้านละ 3,000 บาท) ต้องไปยื่นแก้ให้เป็น “ที่อยู่อาศัย” (เสียภาษีล้านละ 200 บาท)     ***ทั้งนี้ ทั้งนั้น ต้องแจ้งลักษณะการใช้งานตามความเป็นจริงด้วย*** หากไม่สะดวกติดต่อสำนักงานเขต สามารถสแกน QR code ด้านหลังซองจดหมายเพื่อทำการขอแก้ไขบัญชีรายการห้องชุด แต่ไม่สามารถทำการข้ามเขตได้ ต้องใช้ QR code ของจดหมายเขตนั้นๆ ในการยื่นแก้ไขรายการ     คราวหน้าสมาร์ทฟินน์จะมาขยายความ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทอื่นๆ เพิ่มนะคะ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

5 ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

5 ข้อดีของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์   สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การได้หารายได้เสริมหรือการทำกำไรจากการลงทุน ถือได้ว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยปลดล็อกชีวิตมนุษย์เงินเดือนได้เร็วขึ้น แถมยังช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้อย่างได้ผลเช่นเดียวกัน   แต่เมื่อพูดถึงการลงทุนแล้ว หลายคนก็คงจะเกิดคำถามอยู่ในหัวว่าแล้วจะ ลงทุนอะไรดี ถึงจะสามารถทำกำไรได้ตามความต้องการ และช่วยสร้างรากฐานทางการเงินได้อย่างยั่งยืน แน่นอนว่าการลงทุนในกองทุนคือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้การลงทุนในกองทุนก็ต้องใช้ระยะเวลากว่าที่จะได้กำไรจริง ๆ ทำให้การลงทุนด้าน อสังหาริมทรัพย์ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน ซึ่งใครที่ยังลังเลอยู่ว่าควรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เราก็มี 5 ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้มาบอกกัน   1. ลงทุนแบบเก็งกำไรได้ อย่างแรกเลยขอให้ลองนึกถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์มาสักแห่ง ด้วยความรู้สึกที่ว่าอยาก ลงทุนอะไรดี สักอย่างหนึ่ง แล้วเวลาผ่านไป 1-2 ปี ปรากฏว่าทำเลที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่เคยลงทุนซื้อไว้เกิดบูมขึ้นมา ทำให้กลายเป็นแหล่งการค้า หรือย่านธุรกิจแห่งใหม่ แน่นอนว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไว้ก็ย่อมมีมูลค่าที่สูงขึ้น สามารถปล่อยขายได้โดยเก็งกำไรมูลค่าที่สูงขึ้นจากราคาซื้อได้ หรืออีกกรณีหนึ่ง คือการเก็งกำไรแบบเร่งด่วนและใช้เงินไม่สูง นั่นก็คือการลงทุนซื้อใบจอง โดยเป็นการจองห้องชุดของคอนโด และเมื่อคอนโดเริ่มเปิดขายจริง ๆ แล้ว สามารถที่จะนำใบจองมาปล่อยขายต่อให้กับผู้ที่สนใจได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าได้กำไรที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน   2. ลงทุนแบบปล่อยเช่าได้ หากการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว หรือใกล้เคียงกับสถานที่ท่องเที่ยว ก็เป็นโอกาสดีที่จะสร้างกำไรจากอสังหาฯ ได้ เพียงแค่ลงทุนตกแต่งภายในให้มีความสวยงาม สะอาด และเหมาะกับการพักผ่อนจริง ๆ จากนั้นก็ปล่อยเช่าแบบรายวัน เช่นเป็นรูปแบบ Hostel หรือจะเป็นการฝากใน Airbnb ก็ได้เช่นเดียวกัน ช่วยสร้างผลกำไรได้ในระยะยาว   3. ช่วยในเรื่องการลดหย่อนภาษีได้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ก็คือการลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง เพราะการเป็นมนุษย์เงินเดือน หากมีรายได้เกินตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ จะต้องเป็นบุคคลผู้เสียภาษีตามกฎหมาย บางคนก็ต้องเสียเงินโบนัสให้กับการเสียภาษีเลยทีเดียว แต่หากเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะหากยังมีภาระในการผ่อนชำระด้วยแล้ว สามารถที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาทเลยทีเดียว   4. อสังหาริมทรัพย์สามารถขายฝากได้ สำหรับใครที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง และมีความจำเป็นในการใช้เงิน ก็สามารถที่จะนำอสังหาริมทรัพย์ไป ขายฝาก เพื่อให้ได้เงินก้อนมาใช้ในยามจำเป็นได้ ซึ่งการขายฝากก็มีข้อดีอยู่ว่า ผู้ขายฝากสามารถนำอสังหาริมทรัพย์ที่มีไปแลกกับเงินเพียงระยะเวลาหนึ่ง และนำเงินไปไถ่ถอนซื้อคืน ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญาขายฝาก นับจากวันที่ขายฝากไปแล้ว เรียกได้ว่าได้เงินมาหมุนก่อน และถ้าอยากได้คืนก็สามารถซื้อกลับมาได้นั่นเอง   5. อสังหาริมทรัพย์กลายเป็นที่อยู่อาศัยได้ ข้อดีประการสุดท้ายของการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็คือ หากขายไม่ได้ หรือทำกำไรได้ยากจริง ๆ ก็สามารถใช้เป็นที่พักอาศัยได้ในอนาคต ไม่ว่าจะให้ลูกหลาน หรือจะเป็นบ้านพักในยามเกษียณก็ตาม เพราะยังไงการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์สักแห่งนั้น ในการลงทุนควรมองถึงเรื่องของการใช้เป็นที่พักอาศัยเป็นหลัก และหากมีโอกาสในการทำกำไร ก็ค่อยปล่อยขาย หรือปล่อยเช่าตามความเหมาะสมต่อไป   จากข้อดีทั้ง 5 ข้อนี้ ก็คงจะทำให้หลายคนหมดข้อสงสัยกันแล้วว่า การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์นั้นดีอย่างไร และคงมีหลายคนได้คำตอบแล้วล่ะว่าควร ลงทุนอะไรดี?   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-026-0725, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ตรวจสอบที่ดินอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ

ตรวจสอบที่ดินอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ   โฉนดที่ดิน     เราควรตรวจสอบบนเอกสารว่าเป็น โฉนดที่ดินจริงๆ ไม่ใช่เพียงเอกสารแสดงสิทธิ์ในที่ดิน หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าแท้จริงแล้ว โฉนดที่ดิน (น.ส. ๔) เป็นประเภทหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิ์เท่านั้น และเป็นเอกสารที่สามารถซื้อขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเอกสารอื่นๆยังไม่ใช่เอกสารที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือโดยสมบูรณ์ (อ่านเพิ่มเติม... โฉนดที่ดินคืออะไร)   ตรวจสอบข้อมูลที่ดินบนหน้าโฉนด     บนหน้าโฉนดจะมีข้อมูลต่างๆของพื้นที่นั้นอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเลขที่ดิน ระวาง หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ จังหวัด ขนาดพื้นที่ และผู้ครอบครอง โดยเบื้องต้น หากเราสนใจที่ดินแห่งนั้น ให้เราขอดูโฉนดเพื่อนำเลขที่โฉนด ไปค้นหาเบื้องต้นจากเว็บไซต์กรมที่ดิน เพื่อที่จะเห็นข้อมูลของพื้นที่นั้น     ขนาดที่ดินที่แจ้งขายและขนาดที่วัดจริงตรงกันหรือไม่     ในบางครั้งเราไม่สามารถรู้ได้จากการกะประมาณทางสายตาว่าพื้นที่เหล่านี้ครบถ้วนตามที่แจ้งในโฉนดที่ดินจริงหรือไม่ ดังนั้นควรให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจวัดพื้นที่ก่อนอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าขนาดครบถ้วนตามเอกสารที่แจ้งต่อกันไว้     ในกรณีที่มาพบภายหลังว่าเป็นพื้นที่ของตนเอง จะมีผลเสียที่ตามมาอีกหลายอย่างซึ่งต้องดำเนินคดีกันทางกฎหมายและฟ้องร้อง จึงต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทอง สำหรับการเรียกร้องสิทธิ์กลับคืน     ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นที่ช่วยวัดขนาดพื้นที่ เช่น แอป MapMeasure (รองรับทั้ง Android, iOS) โดยทำการวัดจากระบบ GPS จาก Google maps และประมวลผลเป็นขนาดจริงของพื้นที่จริง     ตรวจสอบประเภทของที่ดิน     จากข้อมูลในโฉนดจะไม่ได้มีแจ้งละเอียดระดับที่ดินนี้เป็นที่สาธารณะหรือไม่ เป็นที่ตาบอดหรือเปล่า อยู่ในเขตสงวนหรืออุทยานไหม มีบางกรณีที่ผู้ถือครองที่ดินไม่ได้ทราบประเภทของที่ดินผืนนั้น หากนำมาใช้ผิดประเภทอาจต้องแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไข   ตรวจสอบเช็คข้อมูลที่กรมที่ดิน     ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะเป็นการนำสิ่งที่เราได้ตรวจสอบกันเบื้องต้นในข้อที่ 1-4 มาตรวจสอบจริงกับทางเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดินอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนทำการซื้อ-ขาย และตรวจสอบเพิ่มเติมว่าพื้นที่นั้นมีปัญหาอื่นๆแอบแฝงหรือไม่ รวมถึงเอกสารและที่ดินที่ไปดูจริงตรงกันจริงหรือไม่   ตรวจสอบลักษณะ และสภาพแวดล้อมของที่ดิน     ตามกฎหมายทั่วไปจะมีการกำหนดว่าพื้นที่ใดสามารถสร้างอะไรได้ หรือไม่ได้ ใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านใดได้บ้าง ตรงตามความต้องการที่จะใช้สอยของเราหรือไม่ เลือกเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ทำธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อควรทราบเบื้องต้น เพราะหากซื้อที่ดินไปแล้วนำมาใช้ผิดประเภท อาจต้องแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสิทธิ์ ต้องเสียทั้งเวลาและทรัพย์     ดังนั้นควรเช็ครายละเอียดที่ดินก่อนตัดสินซื้อขาย หรือขอดูเล่มประเมินซึ่งจัดทำโดยบริษัทฯ ที่น่าเชื่อถือ (ถ้ามี) เพื่อสงวนสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

โฉนดที่ดินคืออะไร

โฉนดที่ดินคืออะไร ?   โฉนดที่ดิน หรือ น.ส.๔จ. คือ เอกสารประเภทหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิที่ดิน ออกโดยกรมที่ดิน จะมีเลขที่โฉนด ที่ตั้ง ลักษณะ รายละเอียดของที่ดิน และประวัติผู้ถือกรรมสิทธิ์   ที่ดินแต่ละที่นั้นจะมีเอกสารแสดงสิทธิที่ดินแตกต่างกันตามการใช้ประโยชน์ ประกอบด้วยเอกสารแสดงสิทธิประเภทต่างๆ ดังนี้   หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช. ๒) คือ เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) จะมีรายละเอียดคล้ายโฉนดที่ดินได้แก่ เนื้อที่ของอาคารชุด ชั้นที่ห้องชุดตั้งอยู่ ขนาดพื้นที่ รวมไปถึงสิทธิต่อทรัพย์สินส่วนกลาง ใบจอง (น.ส.๒) คือ ใบจองในการทำประโยชน์ในที่ดินชั่วคราว ตามกฎหมายขอกรมที่ดิน ไม่สามารถโอนให้แก่ผู้อื่น ยกเว้นแต่จะตกทอดต้องทำประโยชน์ในที่ดินอย่างน้อยร้อยละ 75 ในเวลา 3 ปี เมื่อครบกำหนดจึงสามารถออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓, น.ส.๓ ก. หรือ น.ส.๓ ข.) โฉนดที่ดิน หรือ น.ส.๔จ. คือ หนังสือสำคัญแสดงสิทธิ์ในที่ดิน รวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” (กฎหมายเก่า) ผู้เป็นเจ้าของที่ดินถือว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างสมบูรณ์ ในการใช้ประโยชน์ จำหน่าย ขัดขวางไม่ให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฏหมาย     ประโยชน์ของการครอบครองโฉนดที่ดิน คือ มีหลักทรัพย์ที่มีมูลค่า สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์อื่นได้ เช่น การขายฝาก เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายฝาก ไปใช้ประโยชน์หรือทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจบนพื้นที่นั้นได้มากยิ่งขึ้น สามารถศึกษาการขายฝากที่ดินได้ที่นี่     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน”

อสังหาฯ เพื่อ “อยู่อาศัย” หรือ “ลงทุน”   เมื่อคนเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือที่ดินสักแห่ง เป้าหมายในการซื้อก็คงไม่พ้น 2 อย่าง คือ เพื่ออยู่อาศัย หรือ เพื่อลงทุน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็มีจุดที่เหมือนและต่างกันหลายแง่มุม ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อหวังปล่อยให้ผู้อื่นเช่าต่อ หรือหวังขายเพื่อทำกำไรก็ตาม   ด้านความเหมือน ก็จะเป็นเรื่องทำเลต้องสะดวก ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน มีระบบขนส่งมวลชนรวมถึงคุณภาพของที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม ส่วนความต่างคือ ถ้าเราซื้อเพื่ออยู่อาศัยก็ต้องดูว่า เราต้องการแบบใด บางคนเน้น ใกล้ขนส่งมวลชน แต่บางคนเน้นความเงียบสงบ และอากาศดี เหล่านี้เป็นต้นแต่ถ้าคิดจะซื้อเพื่อการลงทุน ทุกปัจจัยที่กล่าวมา ต้องเน้นให้ผ่านในทุกข้อ แม้จะไม่มีข้อไหนโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ว่า เมื่อรวมกันแล้ว ต้องคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา     การซื้อเพื่อลงทุน จะต้องศึกษาอย่างละเอียด ควรสำรวจคู่แข่งใกล้เคียงให้ครบทุกโครงการ และศึกษาทุกด้าน รวมถึงราคา เพื่อเปรียบเทียบข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในแต่ละโครงการ การซื้อโดยใช้เงินสดหรือการซื้อโดยใช้เงินกู้ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ เช่น การซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองนั้น จะไม่มีกระแสเงินสดใดๆ กลับมาเลย หลายคนจึงพยายามใช้เงินสดมากที่สุดเท่าที่จะจัดได้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้มาก   แต่การซื้อเพื่อการลงทุนนั้น สามารถสร้างเม็ดเงินกลับมาได้ เช่น การปล่อยเช่า หลายคนจึงนิยมกู้เงินจากธนาคารมา เพื่อการลงทุนแนวนี้ เพราะเสมือนมีผู้เช่ามาช่วยจ่ายดอกเบี้ยผ่อนธนาคารให้ ทั้งนี้ก็ต้องดูทำเล และที่ตั้งโครงการ ว่ามีความต้องการสูงหรือไม่ จะเห็นว่าอย่างไรก็ต้องศึกษาและใช้เวลาเดินทางไปสำรวจสถานที่ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลหลายโครงการ ซึ่งการลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น จริงๆ แล้วมีหลายรูปแบบด้วยกัน     วันนี้ สมาร์ทฟินน์ ขอแนะนำการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ระยะสั้นในรูปแบบ ซื้อฝาก-ขายฝาก โดยมีผลตอบแทน 9 - 12% ต่อปี และมีอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าสูงค้ำประกัน ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงและสร้างความปลอดภัยในการลงทุน โดยนักลงทุนได้ถือครองโฉนดของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ถูกต้องตามกฎหมายตลอดระยะเวลาสัญญา สนใจติดตามทรัพย์ใหม่ๆ ได้ที่ >> www.smartfinn.co.th สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th/info-buyer สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-026-0725, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

กรรมสิทธิ์รวม

กรรมสิทธิ์รวม   อสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นผู้ซื้อ ผู้ขายอาจจะเป็นหนึ่งในเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ใช่เจ้าของเพียงผู้เดียว และถ้าเป็นเช่นนั้น หากเจ้าของร่วมของอสังหาริมทรัพย์ผืนนั้นไม่ได้รับรู้ในการซื้อ-ขายนี้ ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราควรมารู้จักกับคำว่า “กรรมสิทธิ์รวม” กัน     กรรมสิทธิ์รวม ก็คือการที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินอย่างเดียวกัน คราวนี้ถ้าเจ้าของรวมทุกคนไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อนว่าใครจะมีกรรมสิทธิ์คนละกี่ส่วน กฎหมายท่านก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมแต่ละคนทีสัดส่วนคนละเท่าๆ กัน และมีสิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน   หากไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อนว่าใครจะมีกรรมสิทธิ์คนละกี่ส่วน ถ้าเจ้าของรวมคนใดคนหนึ่ง ต้องการจะจำหน่าย จำนำ หรือจำนอง ทรัพย์นั้นๆ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกๆ คน มิฉะนั้นจะถือว่าไม่สมบูรณ์ การจำหน่ายที่ดินนั้นๆ ย่อมกระทบสิทธิของเจ้าของรวมอื่นๆ  เราจึงต้องแน่ใจว่า เจ้าของรวมทุกคนได้ให้ความยินยอมให้ผู้ขาย มาขายที่ดินนั้นๆ แล้ว     แต่ถ้าที่ดินดังกล่าวได้แบ่งสัดส่วนกันชัดเจนแล้ว และผู้ขายตั้งใจขายเฉพาะส่วนของตน แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมผู้อื่น หากเราจ่ายเงิน หรือรับจำนองไปแล้ว เราก็สามารถเรียกร้องได้เฉพาะส่วนที่ผู้ขายเป็นเจ้าของเท่านั้น และอาจจะไม่ผูกพันส่วนของเจ้าของร่วมคนอื่น   ดังนั้นการที่เราจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น เราควรแน่ใจว่า ที่ดินที่เราสนใจ ในโฉนดผืนนั้นมีใครเป็นเจ้าของบ้าง และทุกคนให้ความยินยอมที่จะขายให้แก่เราหรือไม่   ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-026-0725, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

มารู้จัก “ภาระจำยอม” กับ “ทางจำเป็น” กัน

ที่ดินตาบอด หรือ ที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่สาธารณะ หรือ ที่ดินที่ต้องยอมให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน กฎหมายวางแนวทางแก้ไขไว้ให้เจ้าของที่ดินเหล่านี้แล้ว แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่อง “ภาระจำยอม” กับกฎหมายที่ว่าด้วย “ทางจำเป็น”  ซึ่งอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์   ภาระจำยอม ภาษาชาวบ้านหมายความว่า ภาระที่เจ้าของที่ดินผืนหนึ่ง ต้องยอมรับกรรม ให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในที่ดินของตน ศัพท์ทางกฎหมายเรียกที่ดินที่มีกรรมนี้ ว่า “ภารยทรัพย์”(อ่านว่า พา-ระ-ยะ-ทรัพย์) ส่วนที่ดินที่มีบุญได้ใช้สิทธิประโยชน์ในที่ดินผู้อื่น เรียกว่า “สามยทรัพย์” (อ่านว่า สา-มะ-ยะ-ทรัพย์) ตัวอย่างภาระจำยอม เช่น ยอมให้มีทางเดิน หรือ ทางน้ำ, ยอมให้มีชายคาผู้อื่นล้ำเข้ามาในที่ดินของเรา หรือ ยอมที่จะไม่ปลูกสร้างบ้านเรือน บังแสงสว่าง ทางลม แก่ที่ดินข้างเคียง เป็นต้น   องค์ประกอบของ “ภาระจำยอม” คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินที่ถูกล้อม หรืออยู่ติดกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นทางออกสู่สาธารณะเท่านั้น แต่ใช้ออกไปที่ใดก็ได้ การจด “ภาระจำยอม” ต้องเป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่าย และต้องทำเป็นหนังสือ และไปจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่     และการได้สิทธิ “ภาระจำยอม” นั้น สามารถได้มาโดยผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการครอบครองปรปักษ์ด้วย เช่น เจ้าของสามยทรัพย์ได้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินของเราโดยสงบ และเปิดเผย และเจตนาจะใช้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินของเราเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี  เจ้าของสามยทรัพย์นั้นย่อมได้สิทธิ “ภาระจำยอม” นั้นโดยอายุความ และเมื่อได้สิทธินั้นแล้ว แม้ยังไม่ไปจดทะเบียน ก็สามารถยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลเพื่อให้ภาระจำยอมนั้นยังคงมีอยู่ได้ การทำทางต่างๆ เช่น ทางเดินรถ ก็อยู่ที่ตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่ายครับ กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องทำกันแค่ไหน   สรุปการได้มาซึ่งสิทธิของ “ภาระจำยอม” นั้น มี 2 ทาง คือ   ได้มาโดยผลของกฎหมาย เช่นนาย ก. เจตนาขับรถผ่านที่ดินของเราไปไหนมาไหน อย่างเปิดเผย ใครๆ ก็รู้ว่า นาย ก. นั้นใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ ผ่านไป 10 ปี เช่นนี้แล้ว นาย ก. ย่อมได้สิทธิ “ภาระจำยอม” เหนือที่ดินของเราทันที หรือ นาย ก. ปลูกบ้าน ล้ำเข้ามาในที่ดินของเราโดยสุจริต (คือ ไม่รู้ว่าที่ดินส่วนนั้นเป็นของเรา แต่เข้าใจว่าเป็นของเขาเอง) และล้ำเข้ามาไม่มากนัก กรณีนี้ นาย ก. ย่อมสามารถที่จะได้สิทธิ “ภาระจำยอม” เหนือที่ดินของเรา โดยเขาไม่จำเป็นต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำเข้ามา เพียงแต่ นาย ก. ต้องจ่ายค่าใช้ที่ดินให้แก่เรา   ได้มาโดยทางนิติกรรม เช่นเรามีที่ดินอยู่ 2 แปลง และเราได้ขายที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่นาย ก. โดยมีข้อตกลงว่า นาย ก. สามารถใช้ทางบนที่ดินของเรา อีกแปลงหนึ่งเป็นทางออกสู่สาธารณะได้ เช่นนี้แล้ว นาย ก. ย่อมได้สิทธิ “ภาระจำยอม” เหนือที่ดินของเรา     ทางจำเป็น เกิดจากที่ดินที่ถูกล้อมด้วยที่ดินแปลงอื่นจนไม่มีทางออกสู่สาธารณะ หรือ ออกได้ แต่ลำบาก ที่แบบนี้เราอาจเรียกกันว่า “ที่ตาบอด” กฎหมายจึงต้องให้สิทธิแก่เจ้าของที่ดังกล่าว ให้มีสิทธิใช้ทางออกสู่สาธารณะจากที่ดินแปลงอื่นได้ และต้องใช้ทางเพื่อออกไปสู่สาธารณะเท่านั้น   การใช้สิทธิ “ทางจำเป็น” ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ หรือจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เหมือนกับ “ภาระจำยอม”  เพราะ “ทางจำเป็น” เป็นสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว  เจ้าของที่ตาบอดสามารถขอใช้สิทธินั้นได้ เพียงแค่ต้องใช้ด้วยความสุจริต และเคารพต่อเจ้าของที่ดินที่ไปขอใช้ประโยชน์จากเขา     การทำทางออก ก็ต้องกระทำเพียงพอสมควรแก่ความจำเป็น และต้องส่งผลกระทบต่อที่ดินที่ยอมให้ใช้ “ทางจำเป็น” ให้น้อยที่สุด และต้องเลือกทำทางออกที่ใกล้สาธารณะที่สุด เช่น ที่ดินที่ล้อมที่ดินตาบอดอยู่ทางทิศเหนือ ระยะทางสู่สาธารณะ 2 กิโลเมตร ซึ่งจะใกล้ที่สุด แต่สามารถออกจากบ้านทางทิศใต้ได้ เราจะประหยัดเวลาเดินทางได้มากเชียว แต่ ระยะทางสู่สาธารณะ คือ 3 กิโลเมตร เช่นนี้แล้ว เราจำเป็นต้องทำทางออกทางทิศเหนือเท่านั้นครับ และการใช้ “ทางจำเป็น” นั้น ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าทดแทน ให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่ที่ให้เราใช้ด้วย อยู่ที่ตกลงกัน และ เมื่อไหร่ก็ตามที่ ที่ดินตาบอดของเรามีทางออกสู่สาธารณะแล้ว เราก็หมดสิทธิใช้ “ทางจำเป็น” เหนือที่ดินผู้อื่นต่อไป     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น ต้องดูอะไรบ้าง

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น ต้องดูอะไรบ้าง   อย่างน้อยเราควรประเมินราคาบ้านเบื้องต้นก่อน โดยการเปรียบเทียบจากราคาตลาด, ราคาประเมินจากสำนักงานที่ดิน, ราคาประเมินจากธนาคาร และต้องเปรียบเทียบราคาซื้อขายของอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงทั้งขนาดที่ดิน, ทำเลที่ตั้ง, สภาพแวดล้อม, ถนนหนทาง, คุณภาพของตัวตึก หรือตัวบ้าน   เราคงเคยเห็นกันว่ามีบ้านที่ดิน ติดป้ายประกาศขายอยู่เป็นปีๆ ก็ยังขายไม่ได้ ซึ่งราคาขายมันต้องอิงกับความเป็นจริง แล้วถ้าเราเป็นผู้ซื้อเราก็ต้องรู้ก่อนว่า ซื้อไปเพื่ออะไร เช่น   ซื้อเพื่ออยู่เอง ราคาซื้อตามความพอใจ เช่น - เน้นความชอบ, ดูทำเล(ใกล้ที่ทำงาน, ใกล้โรงเรียน), สไตล์การตกแต่ง เป็นต้น - ครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ     ซื้อให้คนอื่น เช่น ซื้อให้ลูก ปัจจัยในการตัดสินใจก็น่าจะคล้ายๆ กับการซื้อให้ตัวเอง     ซื้อเพื่อการลงทุน เรื่องราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินใจซื้อ หรือไม่ซื้อ     หากเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อทำกำไรสิ่งที่เป็นปัจจัยในการตัดสินใจที่ควรจะมีในทรัพย์นั้นๆ คือ ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ ต้องต่ำกว่าราคาประเมิน พอเข้าซื้อแล้วสามารถปล่อยขายได้กำไรแน่นอน หรือ มีผลตอบแทนขณะถือครองทรัพย์นั้นอยู่ เช่น มีผู้เช่าอยู่ เป็นต้น   ระเบียบของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ. 2535 และ ฉบับที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2538 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 เบญจ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2534 และมาดรา 62 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้   ข้อ 22. ให้กำหนดอัตราค่าเสื่อมของโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภท ดังนี้ (1) โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นตึก ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 ร้อยละ 1 ต่อปี ปีที่ 11 ถึงปีที่ 42 ร้อยละ 2 ต่อปี และตั้งแต่ ปีที่ 43 เป็นต้นไปให้หักค่าเสื่อมร้อยละ 76 ตลอดอายุการใช้งานของ โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างนั้น (2) โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นตึกครึ่งไม้ ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ร้อยละ 2 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 21 ร้อยละ 5 ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 22 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมร้อยละ 85 ตลอดอายุการใช้งานของโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างนั้น (3) โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นไม้ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ร้อยละ 3 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ร้อยละ 5 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 18 ร้อยละ 7 ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 19 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมร้อยละ 93 ตลอดอายุการใช้งานของโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างนั้น     ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-026-0725, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

สัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อคนขายไม่ยอมโอนที่ตามสัญญา

สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร   สัญญาจะซื้อ-จะขาย เป็นสัญญาที่มีข้อความว่า คู่สัญญาได้แสดงเจตนาตกลงกันแล้วว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกันในอนาคต ก็คือตกลงกันแล้วว่าจะขายทรัพย์นี้ให้แน่นอน ไม่ขายให้คนอื่น     โดยผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่ง และสัญญาจะซื้อ-จะขายนี้ เป็นการผูกมัดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้ เพราะมันมีกรณีมากมาย ที่ตกลงกันแล้วว่าจะขายให้ แต่พอมีผู้ซื้อที่ให้ราคามากกว่า ผู้ขายก็เปลี่ยนใจไปขายให้กับผู้ซื้อรายหลัง ซึ่งผู้ซื้อรายแรกเขาก็เสียหาย ดังนั้นการที่มีสัญญาตัวนี้ผูกมัดไว้ จะสามารถฟ้องบังคับบังคับคดีตามสัญญาได้ และสัญญาจะซื้อ-จะขายนี้ กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและไปจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ มิเช่นนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้     กรณีถ้าคนขายไม่ยอมโอนที่ตามสัญญา   กรณี A เกิดได้เสมอ อาจจะมีใครบางคนมาซื้อที่ดิน ที่เราทำสัญญาจะซื้อกับเขาไว้ แต่ให้ราคาสูงกว่า โดยตามหลักทั่วไปก็ต้องฟ้องศาลบังคับให้โอนขายกันตามสัญญา แต่ขั้นตอนใช้เวลาพอสมควร ถ้าระหว่างที่เรากำลังเตรียมคดีจะฟ้องผู้ขาย เจ้าของที่ดันขายให้คนอื่นไปแล้ว และถ้าคนภายนอกที่ซื้อที่ดินนี้ไป เขาสุจริต คือเขาไม่รู้ว่าเรามีสัญญาจะซื้อจะขายกับเจ้าของที่อยู่ โอนที่กันเรียบร้อย ก็จะ ฟ้องได้แต่ค่ามัดจำคืน พร้อมเบี้ยปรับตามสัญญา ส่วนเรื่องที่ดินเราจะไปยันสิทธิกับบุคคลภายนอกที่เขาซื้อไปโดยสุจริตไม่ได้   กรณี B ในอีกทางหนึ่ง เราต้องไป ขออายัดที่ดินผืนนั้นชั่วคราวก่อน ถ้ามั่นใจแน่นอนว่าเจ้าของที่จะไม่ขายให้ตามสัญญา โดยให้ไปสำนักงานที่ดินให้ไวที่สุด ขออายัดที่ดินผืนนั้น เรามีสิทธิตามกฎหมายสามารถทำได้ และ แสดงหลักฐานตามความเป็นจริงให้เจ้าพนักงานที่ดินเขาดู ว่าเราเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดินผืนนี้จริงๆ และเราอยู่ในฐานะที่อาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียน หรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ด้วย เช่น สัญญาจะซื้อจะขาย, ใบเสร็จรับเงินค่ามัดจำ, ใบเสร็จรับเงินค่างวดเป็นต้น หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินอายัดที่ดินตามคำขอแล้ว เจ้าของที่เขาก็ไม่สามารถโอน ย้าย ถ่าย เท ที่ดินผืนดังกล่าวไปให้ใครได้ โดยไปยื่นขออายัดก่อนฟ้องศาล ถ้าได้รับอนุญาตแล้วค่อยดำเนินการฟ้องร้องต่อไป   การขออายัดที่ดินนั้น จะมีผลทันทีที่เจ้าพนักงานที่ดินรับอายัด ชำระค่าธรรมเนียม และยังมีระยะเวลาถึง 30 วัน  ซึ่งน่าจะเป็นเวลาที่เพียงพอในการเตรียมคดีฟ้องร้องผู้จะขายให้ปฏิบัติตามสัญญาได้     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

การเขียนป้ายประกาศการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผล

เนื่องจากเมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว อยากจะขายทำกำไร สมัยนี้มีช่องทางมากมายครับที่จะประกาศ ช่องทางทาง Internet เป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วทันใจที่สุด แต่ป้ายยังคงมีความสำคัญต่อการรับรู้ของผู้คนอยู่   ป้ายประกาศของเราต้องมีข้อความอะไรบ้าง ?   จะขาย หรือ จะเช่า   ขายอะไร หรือ เช่าอะไร   คุณสมบัติของทรัพย์   เบอร์ติดต่อ ต้องชัดเจน     ติดป้ายอย่างไร ให้ได้ผล   ข้อมูลชัด อ่านง่าย เข้าใจเร็ว   ต้องติดให้อยู่ในระดับสายตา   ติดให้ถูกที่ ถูกทาง คือนอกจากหน้าบ้านที่จะขายแล้ว ควรจะต้องไปติดป้ายตามแหล่งชุมชนในละแวกนั้นด้วย หากเอาบ้านที่จะขายเป็นศูนย์กลาง รัศมี 3 – 5 กิโลเมตร บริเวณนั้นควรจะมีป้ายประกาศขายบ้านของเราให้เห็น   หมั่นตรวจสอบด้วยว่าป้ายเรา ยังอยู่ที่เดิมหรือไม่     ถ้าทำป้าย และสื่อสารออกไปได้ครบถ้วนทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เชื่อว่าไม่นานอสังหาฯของท่านจะต้องมีคนติดต่อมาแน่นอนไม่ช้าก็เร็วนี้ครับ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์

การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ นอกจากการซื้อ ขาย อสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปแล้ว การได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น กฎหมายท่านยังกล่าวไว้ว่า สามารถได้มาโดยทางอื่นๆอีก คือ   1.การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ โดยทางนิติกรรม   การได้มาโดยทางนิติกรรมนั้น มีความหมายกว้างมาก ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขาย, แลกเปลี่ยน, การให้, จำนอง, หรือแม้กระทั่งตีใช้หนี้ ก็ถือว่าเป็นการได้มาโดยนิติกรรมทั้งสิ้น การได้อสังหาริมทรัพย์มาโดยนิติกรรมนั้น ถ้ามีกฎหมายระบุว่า ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะถือเป็นโมฆะ ฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้ เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งการได้มาลักษณะนี้ พวกเราส่วนมากจะเข้าใจวิธีการกันอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องขั้นตอนตามปกติในการทำนิติกรรมสัญญา     2.การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่น นอกจากนิติกรรม   การได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมนั้น หมายถึงการได้มา ที่ไม่ได้เกิดจากการทำนิติกรรมกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่า เป็นการได้มาโดยผลแห่งกฎหมาย เช่น   การได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ การได้มาโดยการรับมรดก การได้มาโดยคำพิพากษาของศาล   ยกตัวอย่างเช่น   ที่ดินงอกริมตลิ่งที่เกิดจากการที่แม่น้ำพัดพาเอาดินหินทรายมาถมพอกพูนกันตามธรรมชาติ จนกลายเป็นผืนดินเดียวกันกับที่ดินของเรา แบบนี้ก็ถือว่า เราได้ที่ดินเพิ่มมาโดยผลของกฎหมาย เจ้าของที่ดินสามารถนำไปขอออกโฉนดเพิ่มเนื้อที่ ที่ดินได้ (ที่ดินต้องมีโฉนดอยู่ก่อนแล้วนะครับ ถ้าเป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ เจ้าของที่ดินจะทำได้ก็แค่เพียงครอบครองที่ดินนั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำไปออกโฉนดได้)     ครอบครองปรปักษ์   หลายท่านอาจมีที่ดินอยู่มากมาย บางที่ก็อยู่ไกล ไม่ค่อยมีเวลาไปดูแลเท่าไหร่นัก ผ่านไป 10 กว่าปี กลับไปดูที่ดินตัวเอง ปรากฏว่าเป็นของคนอื่นไปแล้ว แบบถูกต้องตามกฎหมายเสียด้วยสิ     คำว่าสงบ และเปิดเผยนั้น แปลว่า ตลอด 10 ปีนั้น ไม่มีใครไปยุ่งกับเขาเลย แต่ถ้าเพียงแค่เราไปดูที่ดินเราบ้าง ถ้าเห็นใครอยู่ในที่ดินของเรา ปลูกผัก ทำสวน อยู่อาศัยอย่างโจ่งแจ้ง เราก็ต้องแจ้งให้เขาย้ายออก ถ้าไม่ยอมก็แจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มาจัดการ เพียงแค่นี้ก็ถือว่าไม่สงบแล้ว และถ้าเขาจะนับการครอบครอง 10 ปี เขาก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ คือนับตั้งแต่วันที่เราไปบอกให้เขาย้ายออกเป็นต้น หรือถ้าเราไปที่ ที่ดินของเรา เห็นใครก็ไม่รู้มาตั้งรกราก อยู่ในที่ของเรา แต่เราไม่อยากไล่เขาออก ก็อาจทำเป็นสัญญาเช่ารายปีก็ได้ ถ้าเขายอมทำ  แบบนี้ก็จะไม่ถือว่าเขามีเจตนาแสดงความเป็นเจ้าของในที่ดินของเราอีกต่อไป ก็จะไม่สามารถนับเวลาการครอบครองปรปักษ์ได้อีก หรืออาจจะล้อมรั้ว ทำป้าย “ที่ส่วนบุคคล ห้ามบุกรุก”  ก็สามารถทำได้ครับ แต่ก็ต้องหมั่นไปดูที่ของเราอยู่ดี 2-3 ปี ไปดูที ดีกว่ากว่าไม่ไปเลยนะครับ     ดังนั้นการที่ใครจะมาครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของคนอื่นได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ในความคิดของผม ผมว่ามันถึงขั้น ยาก ถึงยากที่สุด ที่จะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ เชื่อหรือไม่ มีเจ้าของที่ดินมากมาย ที่ปล่อยปะละเลยในที่ดินของตน จนต้องมาเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่คนอื่น     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

สัญญาแต่งตั้ง นายหน้าอสังหาริมทรัพย์

การแต่งตั้งนายหน้าให้เขาช่วยขาย หรือหาคนมาเช่าบ้านของเรา   การที่จะปล่อยขาย หรือเช่า บ้าน คอนโด นั้น การแต่งตั้งนายหน้าให้เขาช่วยขาย หรือหาคนมาเช่าบ้านของเรา ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะนอกจากไม่ต้องเหนื่อยในการประกาศ บริษัทนายหน้าส่วนมากเขาจะมี ช่องทางการตลาดของเขา ซึ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงก็ยิ่งมีโอกาสในการขายมากขึ้น     สัญญาแต่งตั้งนายหน้าโดยทั่วไปแล้วจะมี 2 แบบ ก็คือ สัญญาแบบเปิด กับ สัญญาแบบปิด “สัญญาแบบเปิด” ก็คือ นายหน้าเขาก็ขายของไป เราก็ยังสามารถขายของเราเองได้ด้วย หรือ สามารถ แต่งตั้งนายหน้าเจ้าอื่นช่วยขายก็ยังได้ นายหน้าเจ้าไหนขายได้ก่อน ก็จะได้รับค่าคอมฯไป ถ้าเราขายได้เองก็ไม่ต้องจ่ายค่าคอมฯ สัญญาแบบนี้ถ้าเป็นบริษัทนายหน้าชั้นนำ เขามักจะไม่ทำ เพราะการประกาศโฆษณานั้น มีต้นทุนอยู่ ส่วนมากสัญญาเปิดลักษณะนี้มักจะเป็นนายหน้ารายย่อย   “สัญญาแบบปิด” หมายความว่า ถ้าเจ้าของทรัพย์แต่งตั้งนายหน้าเจ้านี้แล้ว ก็ไม่มีสิทธิไปแต่งตั้งคนอื่นอีก และถึงแม้มีคนมาซื้อ หรือมาเช่าบ้านของเรา โดยไม่ได้ผ่านนายหน้า เราก็ยังต้องจ่ายค่าคอมฯ หรือค่านายหน้าให้แก่บริษัทนายหน้าที่เราแต่งตั้ง ตามสัญญา   การทำสัญญานั้นสามารถกำหนดได้ว่าระยะเวลาเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่ที่ตกลงกัน ถ้าครบกำหนดแล้วก็มีสิทธิที่จะยกเลิกสัญญา หรือเปลี่ยนนายหน้าเจ้าใหม่ได้เสมอ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ   โดยหลักทั่วไปแล้ว ชาวต่างชาติไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ดินมาตรา  96 ทวิ ที่ระบุไว้ว่า บทบัญญัติว่าด้วยคนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินโดย อาศัยบทสนธิสัญญาตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับคน ต่างด้าวซึ่งได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท โดยให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่ อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี…     แต่ในแง่ปฏิบัติยากถึงยากมากครับ ดังนั้นทั่วๆไปที่ทำกันก็คือ ใช้ชาวต่างชาติจัดตั้งบริษัทขึ้นมาโดยให้มีคนไทยถือหุ้นมากกว่า 50 % และเอาบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมานั้นซื้อที่ดิน หรือทำสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ต่อได้อีก 30 ปีส่วนตัวแล้ว ผมจึงแนะนำชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อที่ดินในประเทศไทย ให้ทำสัญญาเช่าระยะยาวมากกว่า   เพราะว่าไม่ยุ่งยาก แค่ทำเป็นหนังสือและไปจดทะเบียนการเช่าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ (เช่ามากกว่า 3 ปี) ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว และในสัญญาเช่าเราสามารถระบุข้อสัญญาต่างๆ ตามตกลงกันได้ มันไม่สุ่มมเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบเลย   ในกรณีของคอนโดฯ ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยสัดส่วนของกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 มาตรา 19 ทวิ บัญญัติว่า"อาคารชุดแต่ละอาคารชุดจะมีคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของเนื้อที่ของห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดนั้น   หมายถึงร้อยละ 49 ของเนื้อที่ เช่น ถ้าคอนโดของเราสร้างห้องไว้ 100 ห้อง เต็มเนื้อที่ แบบนี้หมายความเราจะสามารถขายห้องให้แก่ชาวต่างชาติ 49 ห้อง แต่ทั้งนี้เป็นไปตามสัดส่วนของเนื้อที่ทั้งหมดของอาคารชุดนั้นๆ จำนวนห้องชุดที่สามารถขายให้แก่ชาวต่างชาติได้ก็จะแปรผันไปตามปริมาณเนื้อที่ครับ       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

แดนกรรมสิทธิ์

ความหมายของ แดนกรรมสิทธิ์   กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1335 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพ้นพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย”   แดนกรรมสิทธิ์ ก็คือ พื้นที่เหนือพื้นดิน และใต้พื้นดิน ที่เจ้าของที่ดินมีสิทธิใช้สอยประโยชน์ได้ ดังนั้นก่อนที่มีสิทธิใช้สอยประโยชน์จากแดนกรรมสิทธิ์ เราก็ต้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นๆ ก่อน การใช้สอยประโยชน์จากแดนกรรมสิทธิ์ของนั้น เช่น สร้างตึกสูง หรือขุดสร้างห้องใต้ดินในที่ดินเป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จำเป็นต้องใช้สอบประโยชน์ของแดนกรรมสิทธิ์ของเราภายใต้กรอบกฎหมาย   ข้อจำกัดของการใช้สอยแดนกรรมสิทธิ์ของนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีกฎหมายควบคุมการใช้สอยประโยชน์ของเราหรือไม่ เช่น ประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 – 1355, พ.ร.บ. การเดินอากาศ พ.ศ. 2497,  พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514, พ.ร.บ. โทรเลขและโทรศัพท์ พ.ศ. 2477, พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510, พ.ร.บ. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503, เป็นต้น   กฎหมายเหล่านี้มีอำนาจในการใช้สอยประโยชน์ หรือจำกัดการใช้ประโยชน์จากแดนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเรา นอกจากนี้กฎหมายยังให้อำนาจเรานอกเหนือจากใต้พื้นดิน และเหนือพื้นดินแล้ว ยังคุ้มครองเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ออกไปรอบๆ ทางด้านข้างอีกด้วย หมายความว่าถ้ามีใครมาก่อความรำคาญ เดือดร้อนจนสุดทน เช่น สร้างโรงงานข้างๆ ที่ดินเรา, ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ส่งกลิ่นเหม็น, ส่งเสียงดังน่ารำคาญเป็นประจำ เป็นต้น แบบนี้ก็สามารถที่จะร้องให้ระงับการกระทำนั้นๆ ได้ อีกทั้งอาจยังสามารถเรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย     ตัวอย่างที่แสดงว่าได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้   ฎีกาที่ 37/2516 การที่จำเลยสร้างฝายและขุดเหมืองเพื่อส่งน้ำจากคลองสาธารณะไปใช้ในการทำนา แม้จำเลยจะได้รับใบอนุญาตให้จัดทำชลประทานส่วนบุคคล ก็ต้องอยู่ในบังคับที่ว่า จะต้องปฏิบัติการมิให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของผู้อื่นด้วย เมื่อจำเลยใช้สิทธิสร้างฝายและขุดลำเหมืองเป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของนาได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิจะขอให้ปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายนั้นให้สิ้นไป เช่น ให้จำเลยรื้อหรือเปิดฝายหรือถมลำเหมืองนั้นได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อหรือเปิดฝายและถมลำเหมืองในชั้นอุทธรณ์ จำเลยขอทุเลาการบังคับ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตได้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และจำเลยได้รื้อฝายและถมลำเหมืองไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะบังคับให้จำเลยจัดการแก้ไขฝายและลำเหมืองอย่างใดอีก ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น   ฎีกาที่ 1982/2518 จำเลยเก็บสินค้าในตึกของจำเลยมีน้ำหนักเกินอัตราที่พื้นคอนกรีตชั้นล่างจะรับได้ ทำให้พื้นคอนกรีตของจำเลยยุบต่ำลง เป็นเหตุให้ตึกของโจทก์ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันทรุดพื้นคอนกรีต คานและผนังตึกของโจทก์แตกร้าว ตึกของโจทก์เอนเอียงไปทางตึกของจำเลย เช่นนี้ เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์   ฎีกาที่ 827/2521 โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและตึกแถวซึ่งอยู่ติดกับถนนตลาดสดเทศบาลที่จำเลยที่ 1 สร้างขึ้นบนที่ดินราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 จนทำให้ที่ดินราชพัสดุกลายเป็นชุมนุมชนและย่านการค้าการที่จำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 สร้างกำแพงพิพาทสูงถึง 3 เมตร กั้นระหว่างที่ดินราชพัสดุกับที่ดินของโจทก์ แม้กำแพงพิพาทอยู่ในที่ดินราชพัสดุแต่กำแพงพิพาทปิดกั้นหน้าที่ดินและตึกแถวโจทก์ เห็นได้ว่าไม่สะดวกในการไปมาติดต่อระหว่างตึกแถวในที่ดินของโจทก์กับตลาดสดเทศบาลกระทรวงการคลังเจ้าของที่ดินราชพัสดุก็ไม่เห็นชอบที่จำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 สร้างกำแพงพิพาทขึ้นและเคยสั่งรื้อไปครั้งหนึ่งแล้วจำเลยที่ 3 กลับสั่งให้จำเลยที่ 1 ทำขึ้นอีกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเทศบาล กำแพงพิพาทเป็นเหตุขัดข้องไม่ให้มีผู้ใดซื้อหรือเช่าตึกแถวในที่ดินของโจทก์ทั้งจำเลยที่ 3 เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์ก่อนจึงจะรื้อกำแพงพิพาท ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 เป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรหรือคาดหมายไว้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์มีอำนาจฟ้องตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และมาตรา 1337   ฎีกาที่1510/2528 รั้วที่จำเลยที่ 1 สร้างเป็นกำแพงทึบมีความสูงถึง 2.70เมตรส่วนอีกสามด้านไม่ได้สร้างเช่นนั้น เมื่อพิจารณาถึงสภาพและตำแหน่งที่ตั้งอยู่ของบ้านโจทก์ซึ่งปลูกค่อนมาทางแนวเขตที่ดินด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินที่จำเลยที่ 1สร้างรั้วกำแพงทึบโดยชายคาชั้นล่างของบ้านโจทก์ด้านใกล้แนวเขตที่ดินมีความสูงจากพื้นดินระหว่าง 3 ถึง 3.10 เมตรและบ้านโจทก์ไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านชุมชนกลางเมืองประกอบกันแล้วเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้สร้างรั้วกำแพงทึบสูงเกินสมควร เป็นเหตุให้บังแสงสว่างและทางลมที่จะเข้าไปในห้องชั้นล่างของบ้านโจทก์เป็นบางส่วนย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ข้างเคียงหรืออย่างน้อยก็ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญเกินกว่าที่ควรคาดคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้นตามปกติโจทก์จึงมีสิทธิที่จะปฏิบัติการเพื่อยังให้ความเสียหายหรือความเดือดร้อนรำคาญนั้นให้สิ้นไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337แม้ว่ารั้วที่จำเลยที่ 1 สร้างนั้นจะได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้วก็ ตาม     ฎีกาที่ 2403/2534 ถนนทุกสายในหมู่บ้านรวมทั้งถนนซอยที่จำเลยสร้างประตูเหล็กปิดกั้นเป็นถนนที่เจ้าของที่ดินผู้จัดสรรสร้างไว้เพื่อเป็นสาธารณูปโภคแก่เจ้าของที่ดินและบ้านในหมู่บ้านทุกแปลง โจทก์เคยใช้ถนนซอยดังกล่าวเป็นที่กลับรถยนต์มาก่อนที่จำเลยจะสร้างประตูเหล็กปิดกั้น เมื่อถนนซอยนี้ติดกับด้านข้างที่ดินของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ในการกลับรถยนต์ได้ ถนนซอยดังกล่าวจึงมิใช่มีไว้เพียงเพื่อเป็นทางเข้าออกบ้านของจำเลยเท่านั้น การที่จำเลยทำประตูเหล็กปิดกั้นจึงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้กลับรถยนต์ แม้จำเลยจะอ้างว่าประตูเหล็กไม่ได้ใส่กุญแจ โจทก์สามารถที่จะเปิดประตูกลับรถยนต์ได้แต่การกระทำดังกล่าวไม่เป็นการสะดวก การที่จำเลยทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนซอยจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สะดวกในการใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อประตูเหล็กออกไปได้ แม้ลักษณะของอาคารที่จำเลยสร้างจะเป็นการสร้างหลังคาคลุมถนนซอยมีความสูงเหนือกำแพงรั้วด้านข้างของบ้านโจทก์ก็ตาม แต่เป็นการสร้างติดกับรั้วบ้านโจทก์ หลังคาของอาคารเกือบจะติดกับหลังคาบ้านโจทก์ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว แม้จะมีช่องว่างระหว่างรั้วบ้านโจทก์กับหลังคาอาคารเพื่อให้แสงสว่างและลมผ่านไปได้ แต่แสงสว่างและลมก็ไม่สามารถผ่านไปได้ตามปกติเหมือนอย่างเช่นที่ไม่มีหลังคาอาคารการที่จำเลยสร้างอาคารคลุมถนนซอยสาธารณะโดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ปิดบังทางของแสงสว่างและลมที่จะเข้าไปในบ้านของโจทก์ได้ตามปกติย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ข้างเคียงได้รับความเสียหายหรืออย่างน้อยก็ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญเกินกว่าที่ควรคาดคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้นได้ตามปกติ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้ออาคารออกไปจากถนนซอยสาธารณะได้.   ฎีกาที่ 737/2537 จำเลยก่อสร้างหลังคาสังกะสีต่อเติมอาคารของตนล้ำมาบนกำแพงรั้วด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยใช้กำแพงรั้วเป็นฝาห้องด้านล่างและใช้กระเบื้องซีเมนต์กั้นต่อขึ้นไปถึงหลังคา แล้วใช้ปูนซีเมนต์พอก เชื่อมรอยต่อระหว่างอาคารของจำเลยกับรั้ว ทำให้น้ำฝนไม่สาดเข้าไปในอาคารของจำเลย แต่ไหลไปในที่ดินของโจทก์มากกว่าปกติจำเลยจึงใช้สิทธิอันมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 โจทก์มีสิทธิที่จะปฏิบัติเพื่อยังให้ความเสียหายหรือความเดือดร้อนรำคาญนั้นสิ้นไปตาม มาตรา 1337   ฎีกาที่ 2296/2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกสร้างสะพานกว้าง 1 เมตรยาว 50 เมตร ลงในคลองสำโรง ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ในระยะห่างประมาณ 1 ถึง 2 เมตร สะพานมีลักษณะมั่นคงและถาวร การปลูกสร้างสะพานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็น ที่เล็งเห็นได้ว่า สะพานนั้นน่าจะหรืออาจทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ ที่ดินของโจทก์เป็นทางขึ้นหรือทางลงคลองสำโรง ดังนั้นแม้โจทก์จะมิได้อาศัยและทำประโยชน์อยู่ในที่ดินขณะปลูกสร้างสะพาน และการปลูกสร้างได้กระทำลงในคลองสาธารณะและ เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชนดังข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ 3 และ 4 โจทก์ก็มีสิทธิจะฟ้องขอให้รื้อถอนสะพานที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์เพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337     ตัวอย่างที่แสดงว่าไม่ได้รับความเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้   ฎีกาที่ 240/2528 จำเลยสร้างสะพานลอยเพื่อให้ประชาชนใช้ข้ามถนน โดยมีแนวโครงเหล็กบนทางเท้าเป็นรั้วปิดกั้นช่วงทางบางตอน เพื่อมิให้คนข้ามถนนในแนวนั้นและหันไปใช้สะพานลอยข้าม อันเป็นการกระทำเพื่อสาธารณะประโยชน์ และเป็นการป้องกันมิให้โจทก์กระทำผิดกฎหมายโดยขับขี่รถยนต์บนทางเท้า แม้แนวโครงเหล็กจะปิดกั้นทางเข้าตึกแถวของโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์และโดยสภาพไม่เหมาะแก่การเก็บรถยนต์ ทำให้โจทก์ต้องขาดความสะดวกสบายไปบ้าง โจทก์ก็จำต้องยอมรับเอาดังเช่นบุคคลอื่นที่อยู่ร่วมกับโจทก์ในสังคมยอมรับ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเจริญของท้องถิ่น เมื่อไม่ปรากฏว่าความเสียหายหรือเดือดร้อยที่โจทก์ได้รับ เป็นผลที่ต้องยอมรับตามปกติหรือเป็นความเสียหายเดือดร้อนที่ได้รับเกินกว่าปกติ การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ และไม่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น   ฎีกาที่ 2414/2534      การที่โจทก์ได้รับความเดือดร้อนถึงกับจะต้องใช้สิทธิเพื่อยังความเดือดร้อนให้สิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1337 นั้น จะต้องได้ความว่าเป็นความเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรบ้านและที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ช่วงติดต่อระหว่างถนนกับซอยซึ่งมีระดับต่างกันมาก หากไม่ทำถนนเชื่อมต่อกัน ชาวบ้านโจทก์และจำเลยก็ไม่อาจใช้ซอยต่อไปยังถนนได้เมื่อพิจารณาถึงตำแหน่งบ้านและที่ดินของโจทก์ประกอบกับสภาพของถนนและซอยแล้ว กำแพงถนนไม่ได้ปิดบังหน้าบ้านโจทก์และอยู่ห่างบ้านโจทก์ประมาณ 3 เมตร ถือได้ว่าโจทก์ไม่เดือดร้อนเกินควรจนไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติอันควรสำหรับสภาพและ ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องนั้น ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อจะยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไปได้   ฎีกาที่ 4634/2536 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดกรณีพิพาทคดีนี้ ข้อ 7 กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษาทางหลวงจังหวัด และข้อ 18ให้อธิบดีของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่กำกับตรวจตราและควบคุมงานที่เกี่ยวกับทางหลวงจังหวัด เมื่อจำเลยดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนพิพาทโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว เพื่อความสะดวกปลอดภัยในการจราจรของประชาชนทั่วไปและเพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นการสร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่น โดยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งผู้ใดประกอบกับไม่สามารถหลีกเลี่ยงการยกระดับถนนให้ต่ำลงกว่าที่สร้างได้เพราะจะทำให้การจราจรติดขัดและอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้ที่ต้องใช้ทางหลวงจังหวัดสายนี้จำนวนมากได้ทั้งโจทก์ทราบมาก่อนซื้อที่ดินพร้อมบ้านแล้วว่าจำเลยจะก่อสร้างปรับปรุงยกระดับถนนพิพาท เมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์ซื้อดังกล่าวซึ่งอยู่ติดถนนพิพาทมาคำนึงประกอบแล้ว โจทก์จึงคาดหมายได้ว่าการยกระดับถนนพิพาทอาจทำให้ที่ดินและบ้านที่โจทก์กำลังจะซื้อนั้นถูกถนนพิพาทบังทางลมและแสงสว่าง เท่ากับโจทก์ยอมรับสภาพดังกล่าวก่อนซื้อที่ดินและบ้านไว้แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปจำนวนมากจะได้รับความสะดวกปลอดภัยและความเจริญของท้องถิ่นจากการยกระดับถนนพิพาทในระดับที่สร้างกับการที่โจทก์ต้องขาดความสะดวกสบายไปบ้างแล้วความเดือดร้อนของโจทก์ดังกล่าวไม่เกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมายได้และมีเหตุอันสมควร โจทก์จำต้องยอมรับเอาดังเช่นบุคคลอื่นที่อยู่ร่วมกับโจทก์ในสังคมยอมรับ การก่อสร้างปรับปรุงยกระดับถนนพิพาทไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์   ฎีกาที่ 3815/2540 โจทก์ก่อสร้างบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงของประเทศมีประชาชนอยู่หนาแน่น มีอาคารบ้านเรือนอาคารพาณิชย์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปลูกอยู่อย่างแออัดที่ดินที่ตั้งบ้านโจทก์อยู่ใกล้กับถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว เป็นย่านที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง จึงต้องมีการก่อสร้างอาคารสูงมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด การที่โจทก์ก่อสร้างบ้านในทำเลดังกล่าวจึงควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กับบ้านโจทก์เป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่าง และทัศนียภาพที่มองจากบ้านโจทก์ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยก่อสร้างอาคารเป็นผนังทึบไม่มีช่องระบายลมก็ตาม แต่กระแสลมและแสงสว่างยังคงพัดผ่านและส่องมายังบ้านโจทก์ได้พอสมควร ประกอบกับโจทก์ก็ตั้งใจจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านของโจทก์อยู่แล้ว เพราะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกสบายของโจทก์เองหาใช่เพราะการก่อสร้างอาคารของจำเลยทำให้อากาศร้อนอบอ้าวไม่ ทั้งการที่จำเลยก่อสร้างอาคารสูงบังบ้านโจทก์ก็หาเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ไม่ เพราะกรณีตามมาตรา 421 จะต้องเป็นเรื่องของการแกล้งโดยผู้กระทำมุ่งต่อผลคือความเสียหายแก่ผู้อื่นถ่ายเดียว แต่ถ้าเป็นการกระทำโดยประสงค์ต่อผลอันเป็นธรรมดาของสิทธินั้น แม้ผู้กระทำจะเห็นว่าผู้อื่นจะได้รับความเสียหายบ้างก็ไม่เป็นละเมิด เมื่อไม่ปรากฏว่าการก่อสร้างอาคารนั้นจำเลยได้กระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์โดยมุ่งต่อความเสียหายแก่โจทก์ฝ่ายเดียว การใช้สิทธิของจำเลยในการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 421 กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อถอนอาคารของจำเลยและกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารให้โจทก์   จำเลยร่วมที่ 1 ใช้เพียงเสาไม้ปักกั้นดินไว้ เมื่อมีฝนตกดินในบ้านโจทก์จึงเคลื่อนตัวผ่านช่องว่างระหว่างเสาไม้ลงไปในหลุมที่จำเลยร่วมที่ 1 ขุดทำให้ดินในเขตบ้านโจทก์ทรุดเป็นเหตุให้รั้วบ้าน ผนังหินล้างและพื้นซีเมนต์รอบบ้านโจทก์แตกร้าว เมื่อปรากฏว่าอาคารของจำเลยและบ้านโจทก์ต่างก็ปลูกห่างจากแนวรั้วถึง 2 เมตร จำเลยร่วมที่ 1 ชอบที่จะสร้างเครื่องป้องกันคลุมอาคารของจำเลยด้านที่ใกล้กับบ้านโจทก์ เพื่อป้องกันมิให้วัสดุก่อสร้างหรือน้ำปูนซีเมนต์ตกหล่นมาถูกบ้านโจทก์เสียหาย โดยไม่ต้องทำล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ได้ แต่จำเลยร่วมที่ 1 ก็หาได้ทำไม่ จำเลยร่วมที่ 1 จึงกระทำละเมิดต่อโจทก์…   ฎีกาที่ 7253/2540 ไม่ว่าอาคารพิพาทที่จำเลยปลูกสร้างจะผิดเทศบัญญัติหรือไม่ก็ตาม หากไม่ได้ละเมิดสิทธิโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่ใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ตามกฎหมายแพ่ง หาใช่ว่าถ้าจำเลยปลูกสร้างอาคารพิพาทผิดเทศบัญญัติดังกล่าวแล้วจะเป็นการละเมิดสิทธิโจทก์ที่เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงเสมอไป การละเมิดสิทธิอาจมีได้หลายประการ โจทก์อ้างว่าอาคารพิพาทปลูกสร้างปิดกั้นทางลมที่จะพัดเข้ามาในบ้านโจทก์ ทั้งเศษขยะต่าง ๆ หล่นจากระเบียงช่องระบายลมของอาคารพิพาทลงมาบนที่ดินและบ้านโจทก์ อันเป็นเรื่องละเมิดสิทธิโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ปลูกห่างจากที่ดินด้านที่ติดกับอาคารพิพาทประมาณ 13 เมตร เป็นบ้านสองชั้นและมีหน้าต่างเปิดได้ทั้งสี่ด้าน ปกติหน้าต่างจะเปิดตลอดเวลา และบ้านโจทก์ไม่ได้ปลูกอยู่ประชิดติดกับอาคารพิพาทและมีระยะห่างเพียงพอที่ลมจะพัดเข้าถึงบ้านโจทก์ได้ ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าบ้านโจทก์ถูกอาคารพิพาทบังแดดบังลมหรือไม่อย่างไร ส่วนเศษขยะก็มีเพียงเศษกระดาษและวัสดุที่เป็นพลาสติกเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่ใช่ขยะที่มีกลิ่นเหม็นหรือมีจำนวนมากมาย ทั้งปรากฏว่าได้มีการนำตาข่ายมาปิดกั้นระเบียงอาคารพิพาทไม่ให้วัสดุหล่นลงมาในที่ดินโจทก์แล้ว กรณีดังกล่าวยังไม่ถือเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ความหมายของ อสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดิน และทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน มีลักษณะเป็นการถาวร หรือ ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และยังหมายรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นส่วนเดียวกับที่ดินนั้นด้วย (ประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139) จากประมวลแพ่งฯ มาตรา 139 เราจะเห็นได้ว่าคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” ตามกฎหมาย ได้แก่   ที่ดิน ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร ทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดินนั้น ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับ ข้อ1 – 3     1. ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์   คำว่า “ที่ดิน” นอกจากที่เราเข้าใจโดยทั่วๆ ไปกันแล้วว่าคือ พื้นดินที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวี่วัน แต่จะหมายรวมถึงเฉพาะพื้นดินที่เราใช้ประโยชน์ต่างๆ บนพื้นผิวโลก หรือจะรวมไปถึงเหนือผิวโลก (ท้องฟ้าเหนือที่ดินเรา) และใต้โลก (ใต้ดิน) ด้วย   ถ้าดูกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1335 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น แดนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพ้นพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย   สำหรับที่ดินที่ สามารถเป็นเจ้าของได้นั้น มีอยู่ 2 แบบ คือ 1. แบบเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เลย คือมีเอกสารสิทธิแสดงความเป็นเจ้าของเลย เช่น โฉนดที่ดิน, โฉนดแผนที่, ตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว เป็นต้น และ 2. ที่ดินที่เจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง เช่น น.ส.3, น.ส. 3ก. เป็นต้น     2.ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร   หมายถึงสิ่งที่ติดอยู่กับที่ดินโดยสภาพมีลักษณะเป็นการถาวร เช่น ไม้ยืนต้น (มะม่วง, มะพร้าว, ต้นไผ่ เป็นต้น) โดยทั่วไปไม้ยืนต้นจะได้แก่ต้นไม้ที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ส่วนที่ต่ำกว่า 3 ปี จะกลายเป็นไม้ล้มลุก ซึ่งจะไม่ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่นพวกข้าว และรวมหมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นการถาวรติดอยู่กับที่ดินนั้น เช่น โรงเรือน, รั้ว, กำแพง เป็นต้น ดังนั้นทรัพย์อื่นๆ ที่ไม่ได้ติดถาวรอยู่กับที่ดินจะไม่ถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์นะครับ     3.ทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดินนั้น เช่น กรวด หิน ดิน ทราย น้ำ แร่ธาตุต่างๆ บนที่ดินนั้นๆ     4.ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ กรรมสิทธิ์, สิทธิครอบครอง, ภาระจำยอม, สิทธิอาศัย, สิทธิเหนือพื้นดิน, สิทธิเก็บกิน, ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์     ทางเลือกใหม่นักลงทุนเพื่อผลตอบแทน 9-12% ต่อปี สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th สอบถามเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักลงทุน 02-026-0725, 089-664-2622  LINE ID: @smartfinn    

อ่านต่อ >>

วิธีการลดภาษีจากการ "ปล่อยเช่า" อสังหาริมทรัพย์

การปล่อยทรัพย์สินให้ผู้อื่นเช่า "ค่าเช่านั้นถือเป็นรายได้รูปแบบหนึ่ง ผู้ให้เช่าหรือเจ้าของทรัพย์ ต้องเสียภาษี" แต่ในแง่ปฏิบัติ ผู้ให้เช่ามักจะไม่แสดงรายได้ตรงนี้ต่อสรรพกร หรือทำสัญญาค่าเช่าราคาต่ำต่อความเป็นจริง แต่เราควรทำให้มันถูกต้อง และมันเป็นสิทธิของเราตามกฎหมายที่จะกระทำได้ครับผม     ภาษีที่ต้องเสียจากการนี้มี 2 ประเภทคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีโรงเรือน   ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วิธีคำนวณเงินได้สุทธิก็คือ รายได้จากค่าเช่ารวมกัน และ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี 1. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ไม่ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่าย) กรณีนี้กฎหมายกำหนดอัตราหักค่าใช้จ่ายสูงสุดอยู่ที่ 30 % ของรายได้ 2. หักตามจริง กรณีนี้หมายความว่า เราต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ครบถ้วน ส่วนจะเลือกแบบไหน ต้องวิเคราะห์คำนวณดูว่า ตรงไหนจะประหยัดได้มากกว่ากันและ " ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกปี "   ภาษีโรงเรือน กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องเสียภาษีในอัตรา ร้อยละ 12.5 ต่อปี จากยอดรายได้ (หรือประมาณค่าเช่าของเรา 1เดือนครึ่ง) ส่วนมากผู้ให้เช่าจะผลักภาระภาษีโรงเรือนนี้ให้ผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบ ก็อยู่ที่ตกลง ประเด็นคือต้องจ่ายสรรพากรเขาครับ ไม่จ่ายไม่ได้ คราวนี้ในเมื่อภาษีมันสูงขนาดนี้  ก็ต้องรู้จักวิธีวางแผน เพื่อลดภาระดังนี้   1.แยกสัญญาเช่าเป็นหลายประเภท จากสัญญาเช่าบ้านฉบับเดียว เดือนละ 20,000 บาท ก็อาจจะแบ่งเป็น สัญญาเช่าบ้านเดือนละ 10,000 บาท และสัญญาเช่าเฟอร์นิเจอร์ เดือนละ 10,000 บาทอีกหนึ่งฉบับ หรืออาจจะมีสัญญาประเภทอื่นอีก เช่นสัญญาค่าบริการ เป็นต้น เพราะภาษีโรงเรือนจะคำนวณจากส่วนที่เป็นค่าเช่าบ้านของเราเท่านั้น แต่การแยกประเภทสัญญาก็ต้องทำอยู่ภายใต้เหตุและผลนะครับ ไม่ใช่อยากจะแยกสัญญาเช่าออกเยอะแยะ เพื่อให้ค่าเช่าบ้านเหลือมูลค่าน้อยเกินความเป็นจริง 2.จดสิทธิเก็บกิน “สิทธิเก็บกิน” เป็นทรัพยสิทธิ หมายความว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ได้จด “สิทธิเก็บกิน” ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งจะทำให้สิทธิ์ทุกอย่างในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ยกเว้นการขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ ตกเป็นสิทธิ์ของผู้ทรงสิทธิ์นั้น ดังนั้นกรณีปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ผู้เช่าจึงต้องทำสัญญากับผู้ทรงสิทธิ์ ไม่ใช่เจ้าของอีกต่อไป และรายได้จากค่าเช่าที่ได้รับมา ก็จะถือว่าเป็นรายได้ของผู้ทรงสิทธิ์เก็บกิน ไม่ใช่รายได้ของเจ้าของที่ดินอีกต่อไป   การจด “สิทธิ์เก็บกิน” เหมาะสำหรับเจ้าของที่มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเป็นจำนวนมากทำให้มีภาระในการเสียภาษีแบบอัตราก้าวหน้าสูง เพื่อแบ่งเบาภาระภาษี การกระจายรายได้เพื่อการเสียภาษี ไปยังผู้อื่นที่เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า โดยส่วนมากก็จะจดสิทธิดังกล่าวให้แก่บุตร หรือญาติสนิทกันจริงๆ  เมื่อบุตรเป็นผู้ทรงสิทธิแล้ว สัญญาเช่าจะต้องทำในชื่อของบุตรในฐานะผู้ให้เช่า เงินรายได้ตรงนี้ก็จะตกเป็นของบุตรไป ส่วนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แกคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ช่วยเรื่องภาษี เพราะรายได้จากค่าเช่าของคู่สมรสต้องนำมารวมยื่นเสียภาษีร่วมกัน ตามประมวลรัษฎากร   การจด “สิทธิเก็บกิน” มีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ   1. การจดสิทธิเก็บกินแบบมีกำหนดระยะเวลา จะกำหนดยาวนานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน 30 ปี ถ้าเกินกฎหมายให้ลดลงมาเหลือ 30 ปี 2. การจดทะเบียนในลักษณะไม่มีกำหนดเวลา หรือจดตลอดชีวิตผู้ทรงสิทธิ 3. การจดสิทธิเก็บกินให้ แบบมีเงื่อนไข คือผู้ให้สิทธิเก็บกินมีสิทธิบอกเลิกสิทธิเก็บกินเมื่อใดก็ได้ ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขแบบนี้ สามารถทำได้ทั้งการจดแบบมีกำหนดระยะเวลา และจดแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา   การจดทะเบียน “สิทธิ์เก็บกิน” นั้น ต้องไปจดทะเบียนกันที่สำนักงานที่ดินก็เป็นสิทธิของเราตามกฎหมายที่สามารถพึงกระทำได้ โดยไม่ต้องหลบเลี่ยงหรือทำอะไรที่มันซุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ที่ดินมือเปล่า คืออะไร และ กฏหมายอะไรที่เกี่ยวข้อง

ที่ดินมือเปล่า คืออะไร   “ที่ดิน มือเปล่า” คือที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น ไม่มีโฉนด เป็นต้น เจ้าของที่ดินดังกล่าวเขามีเพียงสิทธิครอบครอง แต่หากจะซื้อที่ดินมือเปล่า จะต้องพิจารณาดูที่กฎหมาย ซึ่งต้องรู้ว่ามีกติกาอย่างไรบ้าง   ในทางฎหมาย ที่ดินมือเปล่า ก็คืออสังหาริมทรัพย์ชนิดหนึ่ง การโอนที่ดินมือเปล่านั้นก็ต้องทำตามกฎหมายก็คือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ มิเช่นนั้นถือเป็นโมฆะ ฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้   แต่ ศาลฎีกาท่านวินิจฉัยว่าถึงแม้จะไม่ได้ทำตามแบบ จึงตกเป็นโมฆะ แต่การการโอนที่ดินมือเปล่านั้นสมบูรณ์ เพราะการโอนที่ดินมือเปล่าเพียงแค่ส่งมอบการครอบครอง ตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 ก็ได้แล้ว เพราะที่พิพาทนั้นเป็นที่ดินมือเปล่า ผู้ขายมีเพียงสิทธิครอบครอง ในเมื่อขายแล้วก็ถือว่าผู้ขายได้สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่พิพาทอีกต่อไป จึงบังคับได้ อันที่จริงมีประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ที่บังคับให้การโอนสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่านั้น ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ แต่ในแง่ปฏิบัติด้วย ถึงแม้จะตกเป็นโมฆะ แต่การส่งมอบการครอบครองจะสมบูรณ์หรือไม่ต้องดูตามกฎหมายแพ่ง หากที่ดินแปลงนั้นมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ควรทำเป็นหนังสือแล้วไปจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรอง ก็จะสบายใจกว่า   ดังมีตัวกฎหมาย กับฎีกาที่เกี่ยวข้องตามตัวอย่างนี้   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 863/2510 แม้การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะเป็นโมฆะก็ดี แต่ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ผู้ขายมีแต่เพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบที่พิพาทให้ผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายก็ฟังได้ว่าผู้ขายได้สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่พิพาทต่อไป การครอบครองของผู้ขายสิ้นสุดลงแล้ว ผู้ซื้อได้รับโอนการครอบครอง ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิการครอบครองที่พิพาทนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 แล้ว ผู้ขายจะมาฟ้องเรียกที่พิพาทคืนไม่ได้… คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2511 ซื้อขายที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน โดยทำหนังสือกันเองผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินครบถ้วน และผู้ขายได้ส่งมอบการครอบครองให้ผู้ซื้อตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย แม้สัญญามีข้อความว่าผู้ขายจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันทำสัญญาก็ตามเมื่อผู้ขายได้สละสิทธิครอบครองให้ผู้ซื้อใช้สิทธิครอบครองมาเป็นเวลาเกิน 1 ปี ผู้ซื้อได้สิทธิครอบครองการที่ยังไม่ได้ไปจดทะเบียนการซื้อขายจะเป็นโมฆะหรือไม่ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้ซื้อเสียสิทธิครอบครอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 67/2511 แม้การซื้อขายที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินมิได้ทำถูกต้องตามแบบนิติกรรมซื้อขายอันเป็นโมฆะก็ตาม แต่เมื่อผู้ขายสละเจตนาครอบครองให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองแล้วผู้ซื้อย่อมได้สิทธิครอบครองตั้งแต่ผู้ขายสละการครอบครองส่วนที่ผู้ซื้อต้องการให้ผู้ขายไปโอนทางนิติกรรมอีก ก็เพื่อให้เป็นหลักฐานแน่นแฟ้นเท่านั้นและกรณีเช่นนี้ไม่เป็นสัญญาจะซื้อขาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2434/2528 การโอนสิทธิครอบครองเนื่องจากมีการซื้อขายที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วนั้นย่อมทำได้โดยสมบูรณ์ ด้วยการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 2 ซึ่งเป็นการกระทำตามแบบของกฎหมายประการ หนึ่งกับกระทำการโอนโดยข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377,1378 อีกประการหนึ่งซึ่งไม่ต้องมีแบบการที่โจทก์ขายที่พิพาทอันเป็นที่มีน.ส.3ให้จำเลยโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเองและจำเลยได้เข้าครอบครองยึดถือที่พิพาทหลังจากทำการซื้อจาก โจทก์แล้วโดยปลูกบ้าน ปลูกต้นไม้ และสร้างยุ้งข้าวจำเลยจึงได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยประการหลัง หาจำต้องทำตามแบบของนิติกรรมไม่ และกรณีเช่นนี้ไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 115 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2537 จำเลยซื้อที่พิพาทจากสามีโจทก์และเข้าอยู่ตลอดมา แม้การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะ แต่ที่พิพาทเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ย่อมโอนการครอบครองให้แก่กันได้โดยสละการครอบครองและส่งมอบทรัพย์สิทธิที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377, 1378 จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6597/2542 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองและโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว การซื้อขายย่อมสมบูรณ์โดยการส่งมอบการครอบครองหาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378... คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2550 การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ม. มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า ม. จึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อ ม. ส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย ม. ย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ม. ให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อ ม. ออกจากโฉนดที่ดินพิพาท   สืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา ค้นหาฎีกาเพิ่มเติมได้ที่ https://deka.in.th       SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ก่อนซื้อ

การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ก่อนซื้อ   เมื่อคิดซื้อที่ดินสักผืน มีเรื่องมากมายที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ แน่นอนครับ หลักฐานเอกสารสิทธิ์นั้น ลับ ลวง พราง ปลอมก็มาก บางทีคิดว่าแน่ใจแล้ว สุดท้ายก็อาจพลาดได้ ไหนจะเรื่องผู้บุกรุกอีก จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้บุกรุกนี้ ได้สิทธิในการครอบครองไปรึยัง ดังนั้นเราในฐานะผู้ซื้อต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ที่ดินที่เราคิดจะซื้อนั้นปลอดภัย และ ปลอดจากภาระทั้งปวง แล้วเราต้องดูอะไรบ้าง...? ข้อแรก แน่นอน และสำคัญที่สุด คือต้องไปสำนักงานที่ดิน ณ. เขตที่ที่ดิน นำโฉนดจากผู้ขายไปตรวจกับฉบับของสำนักงานที่ดิน ว่าใช่ของแท้หรือไม่ วิธีนี้ควรทำที่สุด ก่อนตัดสินใจซื้อ   ต้องรู้ว่าคนที่เขานำที่ดินมาขายเรานั้น เป็นเจ้าของตัวจริง หรือได้รับมอบอำนาจมาอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะถ้าคนขายไม่ใช่เจ้าของตัวจริง หรือปลอมแปลงเอกสารมอบอำนาจมา เวลาฟ้องร้องกัน ศาลท่านอาจจะถือว่าเราในฐานะผู้ซื้อไม่ตรวจสอบให้ละเอียดเอง อาจกลายเป็นเราเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย วิธีตรวจสอบก็ต้องเข้าไปขอตรวจสอบในแฟ้มสารบบกับสำนักงานที่ดิน จะรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ และ ก็ต้องพยายามติดต่อเจ้าของตัวจริงให้ได้ เพื่อจะได้รู้ว่าเขาได้มอบอำนาจมาให้ผู้ขายจริงหรือไม่   เมื่อเห็นโฉนดฉบับของสำนักงานที่ดินแล้ว ให้พลิกดูด้านหลังว่า ที่ดินผืนนี้เจ้าของคนเดียว หรือ เจ้าของร่วม, ติดภาระผูกพันอะไรบ้าง, หรือมีสัญญาผูกมัดอะไรรึเปล่า เหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ ที่แฟ้มสารบบของสำนักงานที่ดิน พูดง่ายๆครับว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจคน” เพียงแค่ไปตรวจสอบกับสำนักงานที่ดิน ความจริงทุกอย่างก็จะปรากฏ เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพครับ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้าน ขนของผู้เช่าออก จะผิดหรือไม่

กรณีถ้าผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า หรือผิดสัญญาเช่า เจ้าของบ้านงัดประตู ขนของผู้เช่าออก จะผิดฐาน “บุกรุก” หรือไม่?   มี 2 กรณีครับ ขึ้นอยู่กับสัญญาเช่า ถ้าสัญญาเช่าระบุไว้ว่า เช่น "ถ้าผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนด หรือกระทำผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ให้เช่าสามารถเข้าครอบครองสถานที่ให้เช่า, ใส่กุญแจประตูสถานที่ให้เช่า, หรือ สามารถขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่า ออกจากสถานที่เช่าได้ทันที โดยมิต้องแจ้งให้ทราบ” เป็นต้น แบบนี้ทำได้ครับ ไม่ผิดบุกรุกครับ แต่ถ้าไม่มีข้อความลักษณะนี้ในสัญญา ทำไม่ได้ถือว่ามีความผิดฐานบุกรุกครับ   จะเห็นได้ว่าถ้าในฐานะผู้ให้เช่า ในสัญญาเช่า ต้องมีข้อความที่ระบุให้อำนาจกระทำการได้ตามสัญญา ซึ่งปกติมักต้องร่างหรือเขียนเพิ่มเติมเป็นพิเศษครับ ดังนั้นถ้าท่านเป็นเจ้าของ จะปล่อยเช่าห้อง ปล่อยเช่าบ้าน อย่าลืมร่างสัญญาข้อนี้เพิ่มเติมไว้ในสัญญาเช่าด้วยนะครับ…     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

เช่าช่วง

เช่าช่วง   การเช่าช่วง หมายถึง การที่ผู้เช่าเอาทรัพย์ที่เช่าไปให้บุคคลภายนอกเช่าต่ออีกที สัญญาเช่าช่วงลักษณะนี้ต้องให้ผู้ให้เช่า (เจ้าของทรัพย์) ยินยอมนะครับถึงจะทำได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าของทรัพย์เขาจะถือว่าผิดสัญญาเช่า เขาสามารถยกเลิกสัญญาได้เลย   OK. ถ้าผู้ให้เช่า ในที่นี้ผมขอเรียกว่า เจ้าของบ้านเช่าแทนละกัน มันจะได้ดูใกล้ตัวหน่อย ถ้าเจ้าของบ้านเขายินยอมให้ผู้เช่าสามารถเอาบ้านของเขาไปปล่อยเช่าช่วงได้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไรถูกต้องไหมครับ ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา   คราวนี้ถ้าเราไปเช่าช่วงต่อจากผู้เช่าอีกที โดยเจ้าของบ้านเช่าเขาก็โอเค จะมีปัญหาอะไรไหมนะ? ปัญหาไม่มีครับ ถ้าผู้เช่าเดิมซื่อสัตย์ คือส่วนมากเวลาเราไปเช่าช่วงกับใคร เราก็มักจะต้องจ่ายค่าเช่าให้กับคนๆ นั้น ถูกต้องไหมครับ และคราวนี้พอเราจ่ายค่าเช่าของเราไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของผู้เช่าเดิมต้องไปจ่ายค่าเช่าให้กับเจ้าของบ้าน (ก็เช่าเขาอยู่เหมือนกัน) จริงไหมครับ ปัญหาจะเกิดก็ต่อเมื่อ พอเราจ่ายค่าเช่า(ช่วง) ของเราไปแล้ว ผู้เช่าเดิม (ซึ่งมาปล่อยให้เราเช่าช่วงต่อ) เขาไม่ไปจ่ายค่าเช่าตามหน้าที่ของเขา เจ้าของบ้านเขาก็มาทวงสิ เราอยู่หน้างาน อยู่ในบ้านที่เช่า เจ้าของเขาก็มาทวงที่บ้านนี้ เราจะอ้างว่าจ่ายกับนาย ก. ผู้เช่าไปแล้ว......   จะมาอ้างกับเจ้าของบ้านไม่ได้ครับ เพราะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 545 ถ้าผู้เช่าเอาทรัพย์สินซึ่งตนเช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงอีกทอดหนึ่ง โดยชอบท่านว่าผู้เช่าช่วงย่อมต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรง ในกรณีเช่นว่านี้หากผู้เช่าช่วงจะได้ใช้ค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าไปก่อน ท่านว่าผู้เช่าช่วงหาอาจจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ให้เช่าได้ไม่ อนึ่ง บทบัญญัติอันนี้ไม่ห้ามการที่ผู้ให้เช่าจะใช้สิทธิของตนต่อผู้เช่า   ครับผม เราในฐานะผู้เช่าช่วง อ้างไม่ได้เลย ว่าจ่ายกับคนนั้น คนนี้ไปแล้ว ถ้าเจ้าของบ้านเขามาทวงค่าเช่า แล้วเราหาเจ้าคนเช่าเดิมที่เราจ่ายไปแล้วไม่เจอ เราต้องรับผิดต่อเจ้าของบ้านโดยตรงครับ และอีกเรื่องที่สำคัญในการเป็นผู้เช่าช่วง คือถ้าสัญญาเดิมระหว่างผู้เช่าเดิม กับเจ้าของบ้านระงับไป สัญญาของเราในฐานะผู้เช่าช่วงย่อมสิ้นสุดตามไปด้วย   ต้องละเอียดนะครับ ก่อนที่จะไปเช่าช่วงต่อจากใคร ขอดูสัญญาเช่าเดิมระหว่างเจ้าของบ้าน กับผู้เช่าเดิม ว่าเจ้าของบ้านเขายินยอมให้ผู้เช่าเดิมสามารถมาปล่อยให้เราในฐานะผู้เช่าช่วงสามารถเช่าช่วงได้หรือไม่ (ถ้าในสัญญาเดิมไม่มีข้อนี้ อย่าเช่า(ช่วง)ครับ) ในสัญญาเช่าเดิม ระบุระยะเวลาในการเช่าไว้กี่ปี มันควรจะเท่ากันหรือมากกว่ากับสัญญาเช่าช่วงของเรา ไม่ใช่สัญญาเช่าเดิมเหลือระยะเวลาการเช่า 3 เดือน แต่มาทำสัญญาใหม่เช่าช่วงกับเรา 1 ปี แบบนี้ไม่ควรครับ สัญญาเช่าเดิมสิ้นสุด วัน เดือน ปี ที่เท่าไหร่ (ควรต้องรู้ครับ) ควรจะมีรายละเอียดของเจ้าของบ้านตัวจริงที่เราจะเช่าช่วงด้วย เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ การจ่ายค่าเช่า จะทำอย่างไรให้แน่ใจว่า ผู้ให้เช่าช่วง(ผู้เช่าเดิม) ได้นำค่าเช่าช่วงของเราไปชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ทุกเดือน ฯลฯ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จะต่างกับ สัญญาเช่าธรรมดา คือ การที่เราไปเช่าที่ดินเขา แล้วเราลงทุนสร้างสิ่งก่อสร้างเช่น ร้านอาหาร, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น โดยมีข้อตกลงว่า พอหมดสัญญาเช่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน หรือ ถ้าเราได้ช่วยเจ้าของที่ดินออกค่าก่อสร้างอาคารที่เราจะเช่าบนที่ดินของเจ้าของที่ดิน หรือเราเช่าที่ดินทำสวน ปลูกต้นไม้ และตกลงกันว่าหมดสัญญา ต้นไม้ตกเป็นของเจ้าของที่ดิน หรือแม้กระทั่งเราตกลงจะซ่อมแซมอาคารที่เช่าครั้งใหญ่ โดยเราออกค่าใช้จ่ายเอง (เน้นต้องซ่อมใหญ่นะ) เหล่านี้ล้วนเป็นอะไรที่เจ้าของที่ดิน หรือผู้ให้เช่าได้ผลประโยชน์จากการปล่อยเช่าที่ดินของตนทั้งนั้น ดังนั้น กฎ กติกาต่างๆ ย่อมไม่เหมือนสัญญาเช่าแบบทั่วไป การเช่าลักษณะนี้เรียกว่า “ สัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ” แล้วอะไรที่ไม่เหมือนกับสัญญาทั่วไป? 1. แค่ตกลงกันด้วยวาจา ไม่ได้ทำหนังสือ หรือ ทำหนังสือสัญญาเช่ามากกว่า 3 ปี แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ก็สามารถฟ้องร้องบังคับกันได้ (ในแง่ปฏิบัติ คิดว่าคงไม่ค่อยมีใครไม่ทำสัญญาหรอกครับ โดยเฉพาะคนเช่า ลงทุนไปตั้งเยอะ ดังนั้นผมว่าควรทำสัญญาครับ เพราะอาจจะมีกรณีการโอนทรัพย์สินที่เราเช่าให้บุคคลภายนอก เช่นขายที่ๆ ที่เราเช่าอยู่ให้คนอื่น ถ้าไม่มีหลักฐานอะไรเลย มันก็ไม่โอเคครับ คือทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดดีที่สุด อย่างน้อยทำสัญญาเช่า ลงชื่อกันทั้งไว้สองฝ่าย ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลยครับ และ ถ้าจะเช่ามากกว่า 3 ปี ก็เสียเวลาไปจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่เขา น่าจะชัวร์กว่าเยอะครับผม) 2. แม้ผู้เช่าตาย สิทธิการเช่านี้ไม่ระงับ แต่ย่อมตกเป็นของทายาทต่อไปภายในกำหนดสัญญา ตรงนี้ไม่เหมือนสัญญาเช่าแบบธรรมดา ที่ผู้เช่าตาย สัญญาเช่าระงับทันที แต่สัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา คนเช่าตาย สัญญาไม่ระงับครับ ลูกเมีย ทายาทสามารถเช่าต่อได้จนหมดสัญญาครับผม     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

สัญญาเช่า

สัญญาเช่า วันนี้ผมจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเจ้าของทรัพย์ประสงค์ใช้ประโยชน์โดยการปล่อยให้ผู้อื่นเช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์นั้น สัญญาเช่า มีอยู่ สามแบบหลักที่สำคัญครับ   แบบทำสัญญาเช่าไม่เกินสามปี แบบทำสัญญาเช่าเกินสามปี แบบสัญญาเช่าพิเศษที่ภาษากฎหมายท่านเรียกว่า "สัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา"   แบบที่ 1 สัญญาเช่าแบบไม่เกิน 3 ปี แบบนี้ทำสัญญากันเองได้เลยครับ เจ้าของบ้านกับผู้เช่าตกลงกันได้ ก็เซ็นชื่อกัน เสร็จเรียบร้อยครับ มีผลทางกฎหมายเลย ถ้าผู้เช่าเบี้ยวไม่จ่ายค่าเช่าเอาสัญญาเช่าฉบับนี้ไปฟ้องร้องให้ผู้เช่ารับผิดตามสัญญาเช่าได้   ส่วนแบบที่ 2 สัญญาเช่าแบบเกิน 3 ปี แบบนี้กฎหมายท่านบังคับให้คู่สัญญาต้องไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ครับ โดยมีค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ของค่าเช่า ถ้าไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบอก เวลามีปัญหาฟ้องร้องกัน จะฟ้องร้องบังคับได้ไม่เกิน 3 ปีครับ   แล้วก็จะมีประเภทไม่ประสงค์ไปจดทะเบียน หรือไม่อยากเสียค่าธรรมเนียม เลยใช้วิธีทำสัญญากันเองหลาย ๆ ฉบับ ฉบับละไม่เกิน 3ปี บอกไว้ก่อนนะครับ ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็ฟ้องร้องกันได้แค่ 3ปีนะครับ อย่าเข้าใจผิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรอด… ไม่ควรทำนะครับ ครับผม ถ้าจะทำสัญญาเช่ากันเกิน 3 ปี ไปจดทะเบียนที่กรมที่ดินเถิดครับ ค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้มากมาย เวลามีปัญหาขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมาหงุดหงิดใจภายหลัง สัญญาเช่าทั้ง 2 แบบที่กล่าวมา เป็นสัญญาเช่าแบบธรรมดาครับ   แบบที่ 3 คือ สิทธิในการเช่าจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่ตกถึงทายาทของผู้เช่า ดังนั้นถ้าผู้เช่าตาย ต่อให้สัญญาเช่ายังไม่หมดระยะเวลา ก็ถือว่าสัญญาเช่านั้นระงับแล้วนะครับ ถ้าเจ้าของบ้านเขาจะไม่ให้เช่าต่อ ญาติหรือบริวารของผู้เช่าต้องย้ายออกนะครับ ครั้งหน้าเราจะมาคุยกันถึงสัญญาเช่าแบบที่สาม สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ     SMARTFINN ให้บริการ ดอกเบี้ยต่ำ เพียง 0.75% ต่อเดือน มีทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วมูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท และ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขายฝากได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย มีมาตรฐานฯ     อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่ดู Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.smartfinn.co.th บริการให้คำปรึกษา ฟรี โทรศัพท์ 02-026-0725 , 094-445-7975 , 089-664-5359 LINE ID: @smartfinn  

อ่านต่อ >>

บริษัท สมาร์ทฟินน์ โซลูชั่นส์ จำกัด

เลขที่ 9 อาคารจีทาวเวอร์ ชั้น 32 ถนนพระราม 9

แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310

• • • • • •

Platform Matching